รัฐประหาร-ปฏิวัติ-ปฏิรูป ‘ยึดอำนาจ’ ต่างชื่อ...บนเส้นทางเดิม

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

รัฐประหาร-ปฏิวัติ-ปฏิรูป ‘ยึดอำนาจ’ ต่างชื่อ...บนเส้นทางเดิม

ตั้งหัวข้อ by dimistry on Tue Jan 26, 2010 10:20 pm

โดย เดลินิวส์ วัน พุธ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2549 21:57 น.
ประเทศ ไทยชั่วโมงนี้หวนกลับมาสู่บรรยากาศเก่า ๆ อีกครั้ง หลังคณะทหารทำการ “ยึดอำนาจการปกครอง-การบริหารราชการแผ่นดิน” จากรัฐบาลรักษาการณ์ ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งการยึดอำนาจเคยเป็นปรากฏการณ์หนึ่งที่อยู่คู่กับการเมืองไทยมายาวนาน บางยุคนั้นเกิดขึ้นบ่อย ๆ แต่ระยะหลัง ๆ มาก็ห่างหายไป ทว่าก็มาเกิดขึ้นอีกครั้ง โดยครั้งล่าสุดนี้ห่างจากครั้งก่อนหน้า 15 ปีเศษ

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยในปี 2475 เคยมีการยึดอำนาจจากคณะผู้บริหารประเทศหรือรัฐบาล ทั้งที่เรียกว่า “รัฐประหาร” “ปฏิวัติ” หรือบางครั้งคณะผู้ก่อการก็ใช้คำว่า “รักษาความสงบเรียบร้อย” “ปฏิรูป” รวมครั้งล่าสุดนี้ก็ 10 ครั้ง ดังนี้คือ...

ครั้ง ที่ 1 วันที่ 20 มิ.ย. 2476 ยุค พระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นนายกรัฐมนตรี โดยมี พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นผู้นำการยึดอำนาจ ครั้งนั้น ไม่มีการตั้งชื่อเฉพาะของคณะผู้ก่อการ เหตุผลกล่าวอ้างในการยึดอำนาจคือ ต้องการให้เปิดสภา โดยให้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 2 ต่อไป

ครั้งที่ 2 วันที่ 8 พ.ย. 2490 ยุค พล.ร.ต.ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี มี พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ เป็นผู้นำ ใช้ชื่อว่า “คณะทหารของชาติ” ซึ่งนำสู่การกลับคืนอำนาจของฝ่ายทหารบก

ครั้งที่ 3 วันที่ 29 พ.ย. 2494 ยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี มี พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ เป็นผู้นำ ใช้ชื่อ “คณะบริหารประเทศชั่วคราว” เหตุผลคือ รัฐบาลคุมเสียง ส.ส.และวุฒิสมาชิกไม่ได้

ครั้งที่ 4 วันที่ 16 ก.ย. 2500 ยุค จอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกฯ มี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้นำ ใช้ชื่อ “ผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร” เหตุผล ประชาชนไม่พอใจรัฐบาลเพราะเลือกตั้งไม่สะอาด

ครั้งที่ 5 วันที่ 20 ต.ค. 2501 ยุค พล.ท. (ยศขณะนั้น) ถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี มี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้นำ ไม่มีการตั้งชื่อคณะผู้ก่อการ เหตุผลคือ รัฐบาลไม่สามารถคุมเสียง ส.ส.ได้

ครั้งที่ 6 วันที่ 17 พ.ย. 2514 ยุค จอมพลถนอม กิตติขจร เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นการปฏิวัติโดยจอมพลถนอมเอง ไม่มีการตั้งชื่อคณะผู้ก่อการ เหตุผลคือ รัฐบาลควบคุมเสียง ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งไม่ได้

ครั้งที่ 7 วันที่ 6 ต.ค. 2519 ยุค ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี มี พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ เป็นผู้นำ ใช้ชื่อ “คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน” เหตุผล ภัยคอมมิวนิสต์ กระทบความมั่นคงของชาติ ราชบัลลังก์

ครั้ง ที่ 8 วันที่ 20 ต.ค. 2520 ยุค นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกรัฐมนตรี มี พล.ร.อ.สงัด ชลออยู่ เป็นผู้นำ ไม่มีการตั้งชื่อคณะผู้ก่อการ เหตุผลคือ เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ สังคม ความสามัคคีของคนในชาติ

ครั้งที่ 9 วันที่ 23 ก.พ. 2534 ยุค พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี มี พล.อ.สุนทร คงสมพงษ์ เป็นผู้นำ ร่วมกับนายทหารระดับสูง เช่น พล.อ.สุจินดา คราประยูร ครั้งนี้ใช้ชื่อ “คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ” หรือ “รสช.” เหตุผล ขจัดภยันตรายที่มีต่อประเทศชาติ สถาบันพระมหากษัตริย์

การยึดอำนาจครั้งที่ 3 ครั้งที่ 5 และครั้งที่ 6 เป็นการ “ปฏิวัติเงียบ” หรือการ “ปฏิวัติตัว เอง” เพื่อที่จะใช้อำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยการเปลี่ยนแปลงซึ่งอำนาจการปกครองดังที่ว่ามาไม่นับรวมการสิ้นอำนาจของ รัฐบาล กรณีรัฐบาลยุคนายกรัฐมนตรี นายควง อภัยวงศ์ ที่ถูกจี้บังคับให้ลาออกใน 24 ชั่วโมง เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2491, กรณีรัฐบาลยุค จอมพลถนอม กิตติขจร ที่จำต้องลาออกเนื่องจากเหตุการณ์วันมหาวิปโยค 14 ต.ค. 2516, กรณีรัฐบาลยุค พล.อ.สุจินดา คราประยูร ที่ลาออกจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ช่วงระหว่างวันที่ 17-21 พ.ค. 2535

และที่ว่ามาก็ไม่รวมกรณี “กบฏ” ยึดอำนาจไม่สำเร็จ ที่มี 12 ครั้ง คือ...

ครั้งที่ 1 กบฏ ร.ศ.130,
ครั้งที่ 2 กบฏบวรเดช(11 ต.ค. 2476),
ครั้งที่ 3 กบฏนายสิบ(3 ส.ค. 2478),
ครั้งที่ 4 กบฏพระยาทรงสุรเดชหรือกบฏ 18 ศพ(29 ม.ค. 2482),
ครั้งที่ 5 กบฏเสนาธิการ(1 ต.ค. 2491),
ครั้งที่ 6 กบฏแบ่งแยกดินแดน(พ.ย. 2491),
ครั้งที่ 7 กบฏวังหลวง(26 ก.พ.2492),
ครั้งที่ 8 กบฏแมนฮัตตัน(29 มิ.ย. 2494),
ครั้งที่ 9 กบฏสันติภาพ(8 พ.ย. 2497),
ครั้งที่ 10 กบฏ 26 มี.ค. 2520,
ครั้งที่ 11 กบฏยังเติร์ก(1 เม.ย. 2524),
ครั้งที่ 12 กบฏทหารนอกราชการ (9 ก.ย. 2528)

สำหรับการยึดอำนาจล่าสุดที่เป็น ครั้งที่ 10 วันที่ 19 ก.ย. 2549 ใช้ชื่อว่า “คณะปฏิรูปการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” มี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก เป็นผู้นำ ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับการที่บ้านเมืองแตกแยกแบ่งฝ่าย การเคลือบแคลงการบริหารงานของรัฐบาลเกี่ยวกับทุจริตประพฤติมิชอบ องค์กรอิสระถูกครอบงำ และที่สำคัญมีสถานการณ์ที่หมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นเบื้องสูง

ทั้งนี้ ถ้า
“รัฐประหาร” หมายถึงยึดอำนาจโดยยังใช้รัฐธรรมนูญฉบับเก่า หรือใช้รัฐธรรมใหม่เพื่อให้เลือกตั้งใหม่โดยเร็ว ถ้า
“ปฏิวัติ” หมายถึงยึดอำนาจโดยยกเลิกรัฐธรรมนูญเก่า อาจมีหรือไม่มีการใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และอาจจัดตั้งรัฐบาลและสภาแต่จะมาจากการแต่งตั้ง ส่วนคำว่า “รักษาความสงบเรียบร้อย” ก็ทำให้ฟังดูเบาลงในส่วนของชื่อ ขณะที่
“ปฏิรูป” ที่ก็มีการนำมาใช้กับการยึดอำนาจ หมายถึงปรับปรุงให้สมควร

แต่ ไม่ว่าจะใช้คำว่าอะไร ยังไงก็คือการ “ยึดอำนาจ” ที่ล่าสุดก็เกิดขึ้นอีก บนเส้นทางเดิม ๆ ในยุคคนชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นนายกฯแค่ 5 ปีกว่า ๆ ก็ “สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ทางการเมือง” ไว้หลายหน้า...

รวมถึงประวัติศาสตร์หน้าใหม่ล่าสุด ในวันที่ 19 เดือน 9 ปี 2549

ที่เจ้าตัวเองก็อาจ “ไม่คาดคิด” ว่าจะเป็นคนสร้าง ?!?!?!?

_________________
คลิกเส้นทางไปหาเว็บ Http://RedCyberClub.Co.Cc


อ่านวิธีการดาวน์โหลดไฟล์จากเว็บฝากไฟล์ทั่วๆไป


dimistry
Admin

จำนวนข้อความ : 808
Join date : 18/09/2009
ที่อยู่ : France

ดูข้อมูลส่วนตัว http://http:redcyberclub.co.cc

ขึ้นไปข้างบน Go down

ปฏิรูป หรือ ปฏิวัติ

ตั้งหัวข้อ by dimistry on Tue Jan 26, 2010 10:31 pm

เขียนโดย ศรีสองเมือง
วันศุกร์ที่ 22 พฤษภาคม 2009 เวลา 07:36 น.


คำว่า”ปฏิวัติ”นั้นความหมายที่แท้จริงของ มันก็คือการเปลี่ยนแปลง เป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับคุณภาพเลยทีเดียว เช่นการเปลี่ยทัศนคติจากเดิมที่เคยเข้าใจว่าโลกแบนมาเป็นโลกกลมเป็นต้น ส่วนในทางการเมืองย่อมหมายถึงการเปลี่ยนจากระบอบหนึ่งไปสู่อีกระบอบหนึ่ง เช่นเปลี่ยนจากระบอบเผด็จการไปเป็นประชาธิปไตย หรือจากระบบความคิดเก่าไปสู่ระบบความคิดใหม่



ส่วนการปฏิรูปนั้นหมายถึงการปรับเปลี่ยนแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ยังคงลักษณะ โครงสร้างพื้นฐานแบบเก่าเอาไว้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่มีการเปลี่ยนทางคุณภาพแต่อย่างใดจะลดจะเพิ่มก็เพียงด้านปริมาณเท่านั้น การที่ชนชั้นปกครองเสนอแนวทางการปฏิรูป และอ้างว่ามันเป็นวิถีทางที่ดีที่สุดสำหรับแก้ไขความขัดแย้งและสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดขึ้นได้ ทำเป็นเสมือนว่าพวกเขาช่างรักสันติและรังเกียจการใช้ความรุนแรงมาแก้ปัญหาเสียนี่กระไร




แท้จริงแล้วก็เพราะแนวทางนี้เอื้อประโยชน์ให้แก่พวกเขาที่จะคงสถานะได้ เปรียบทางสังคมของตนเอาไว้ต่างหากไม่ใช่เพราะรักสันติอย่างที่กล่าวอ้างไม่ จึงโน้มน้าวนักปฏิรูปทั้งหลายให้เห็นดีเห็นงามไปกับแนวทางนี้ และเชื่อตามไปว่าการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ผ่านความรุนแรงนั้นมีความเป็นไปได้ โดยไม่ได้ศึกษาข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เลยว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงหรือ ไม่?



ขอให้เรามาเปรียบเทียบคุณภาพของการปฏิรูปและการปฏิวัติว่ามันมีความแตกต่างกันอย่างไรหากเราต้มน้ำโดยใช้ไฟอ่อนเกินไป(สันติวิธีหรือลัทธิปฏิรูป) น้ำจะค่อยๆสะสมอุณภูมิให้สูงขึ้นทีละเล็กทีละน้อย แต่ก็ใช้เวลานานมากและไม่แน่ว่าจะถึงจุดเดือดหรือไม่ น้ำก็ยังคงสภาพเป็นน้ำอยู่เพียงแต่มีอุณหภูมิสูงขึ้นเท่านั้น ไม่มีการเปลี่ยนแปลงสภาพแต่อย่างใด



เปรียบได้ดั่ง แนวคิดของนักปฏิรูปที่เพ้อฝันถึงความค่อยเป็นค่อยไปว่า..ถ้าเผด็จการทรราชคน ที่หนึ่งล่วงไปแล้วก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีตามมา แต่มิได้คำนึงถึงการก้าวขึ้นมาของทรราชคนใหม่ คนต่อไป และ คนต่อไปเลย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเนื้อแท้แห่งความเป็นเผด็จการของมันยังดำรงอยู่อย่าง ไม่เปลี่ยนแปลง ดูเอาแตประชาชนที่ลุกขึ้นมาเรียกร้องทวงถามประชาธิปไตยด้วยสองมือเปล่ายัง ถูกปราบปรามอย่างโหดเหี้ยมไร้มนุษยธรรม แนวทางสันติและแนวคิดปฏิรูปของชนชั้นปกครองเผด็จการจึงเป็นแค่เพียงลมปากเท่านั้น



เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ยุคใกล้ที่ผ่านมา มันได้พิสูจน์ให้ประจักษ์แล้วว่าบุคคลที่เป็นเผด็จการ หรือมีความคิดเผด็จการ หรือยอมรับใช้เผด็จการ ตั้งแต่ จอมพลแปลก จอมพลสฤษดิ์ จอมพลถนอม-ประภาส นายสัญญา ธรรมศักดิ์ พลเรือเอกสงัด ชลออยู่ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร พลเอกสุจินดา คราประยูร พลเอกสุรยุทธ จุลานนท์ กระทั่ง ถึง นายอภิสิทธิ์ ประเทศไทยมีการการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นบ้างหรือไม่ ประเทศชาติมีหนี้สินพอกพูนขึ้นมากมาย ประชาชนมีแต่ยากจนลง ในขณะที่ชนชั้นปกครองและบริวารกลับร่ำรวยขึ้นท่ามกลางความอดอยากยากจนของ ประชาชน



มันเป็นไปได้อย่างไรประชาชนของประเทศที่ได้ชื่อว่ามีความอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ต้องมาประสบกับชะตากรรมอันเลวร้ายถึงปานนี้ เท่านั้น ยังไม่พอยังถูกยัดเยียดให้ซึมซับรับเอาค่านิยมสามานย์เพ้อฝัน และมอมเมาด้วยวัฒนธรรมที่ฟุงเฟ้อไร้สาระของพวกเขาอีก ผลิตคติธรรมคำพูดที่สละสลวยสวยงามขึ้นมาในแต่ละวันโดยผ่านการโฆษณาชวนเชื่ออย่างไม่ขาดสาย หวังจะกักขังประชาชนให้ตกอยู่ในความมืดบอดทางปัญญาและสิ้นหวังไปตลอดชีวิต



ยกเว้นก็แต่ในช่วงเวลาของคุณทักษิณ ที่เริ่มปลดปล่อยประชาชนออกจากพันธนาการของความสิ้นหวัง ให้โอกาสในด้านต่างๆ ให้รู้จักพึ่งพาตนเอง ฉุดดึง ประชาชน ผู้ทุกข์ยากให้ก้าวออกมาจากซอกหลืบของอวิชาและความยากจน ประคองให้ลุกขึ้นยืนพร้อมกับคืนศักดิ์ศรีของความเป็นคนให้อย่างที่ไม่เคยมี ชนชั้นปกครองคนใดเคยทำมาก่อน......มันช่างน่าเสียดายนักสำหรับวันเวลาอันดี งามที่ เปียมไปด้วยความหวังของประชาชนต้องมาสูญเสียไปเพราะอวิชาและโมหะจริตของ เหล่าเผด็จการ



ผู้ที่ยังคิดว่าจะได้ประชาธิปไตยมาโดยการร้องขออย่างสันติวิธีนั้น ล้วนแต่เป็นความคิดเพ้อฝันและไร้เดียงสาอย่างยิ่งในทางการเมือง กว่าจะได้ประชาธิปไตยอย่างที่หวัง คงจะต้องรอคอยต่อไปอีกหลายชั่วคนเป็นแน่ สำหรับประชาชนที่ตาสว่างแล้วจะไม่ยอมเลือกเดินบนเส้นทางนี้อีก แต่จะเพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้น ให้น้ำถึงจุดเดือดเพื่อจะเปลี่ยนสถานะของน้ำจากของเหลวให้กลายเป็นไอ เป็นการเปลี่ยนรูปลักษณ์อย่างสิ้นเชิง นั่นคือการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพจากสถานะเก่าไปสู่สถานะใหม่ เป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีลักษณะปฏิวัติ!!!!!



การเพิ่มอุณหภูมิคืออะไร?



ก็คือการเพิ่มนักปฏิบัติเข้าไปในหมู่แกน นำทุกๆระดับของขบวนการต่อสู้ของประชาชนนั่นเอง เป็นการคืนหอกตอบสนองต่อพวกเผด็จการ เป็นการแก้ปมทางยุทธศาสตร์ที่พยายามสกัดกั้นทำลายหัวขบวนของประชาชน เพราะเขาเชื่อว่าเมื่อไม่มีหัวขบวนก็จะเคลื่อนไหวไม่ได้



ความคิดนี้ได้แปรไป สู่การกระทำคือ การที่พวกเผด็จการพยายามคุกคาม ออกหมายจับ ดำเนินคดีกับผู้ที่มีบทบาทในการเคลื่อนไหวทุกๆระดับทั่วประเทศ มันเป็นแนวคิดแบบจิตนิยมที่ตื้นเขินมาก ครั้งหนึ่งมันอาจจะได้ผล แต่สำหรับปัจจุบันเงื่อนไขต่างๆไม่ได้หยุดนิ่งอยู่ตรงนั้นแล้ว ยังไม่ต้องพูดถึงสาเหตุของ ”ความขัดแย้งภายใน” ทางปรัชญาให้ยุ่งยาก เพียงแต่เงื่อนไขของเวลาเพียงอย่างเดียวก็มีส่วนผลักดันให้สรรพสิ่งเปลี่ยน แปลงไปแล้ว ประชาชนได้พัฒนาความรับรู้มากขึ้นและกำลังอยู่ในระยะสะสมปริมาณเพื่อจะก้าว ไปสู่ระดับคุณภาพในอนาคต


การที่มวลชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการเคลื่อน ไหวอย่างมากมายมหาศาลนั้น เกิดขึ้นจากหลากหลายปัจจัย(ซึ่งจะไม่ขอกล่าวในรายละเอียด) และไม่อาจจะปฏิเสธิได้เลยว่านี่เป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดเลยทีเดียว แม้ว่าความรับรู้ของมวลชนจะพัฒนาก้าวหน้าขึ้นมาก แต่ก็ไม่ยังมากพอที่จะก้าวขึ้นสู่ความรับรู้ในระดับ ”จิตสำนึก



โดยเฉพาะแกนนำ ในระดับต่างๆ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้นำจะต้องสร้างและยกระดับพวกเขาขึ้นมาให้ได้ ต้องเอาจริงเอาจังกับปัญหานี้และต้องถือว่าเป็นภาระหน้าที่ๆสำคัญอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่อาจละเลย ยิ่งในขณะนี้ต้องถือว่าเป็นปัญหาใจกลางเลยทีเดียว การกำหนดแนวทางการเคลื่อนไหวก็ตาม ควรมีการวิเคาราะห์และตระเตรียมไว้อย่างเป็นระบบไม่ใช่การแก้ปัญหาแบบวันต่อ วัน หากต้องการชัยชนะจะต้องเคลื่อนไหวอย่างเป็นฝ่ายกระทำ ไม่ใช่อย่างเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำ


ท่ามกลางการต่อสู้ที่ ผ่านมา..แม้แกนนำทั้งหลายจะได้พยายามให้การศึกษาแก่ประชาชนอย่างดีที่สุด แล้ว แต่ยังไม่เพียงพอที่จะก่อเกิด”พลวัตร” แบบ “แดงทั้งแผ่นดิน” ได้อย่างที่หวัง เนื่องจากเงื่อนเวลาที่สั้นเกินไป อีกอย่างหนึ่งบรรดาแกนนำแม้จะมีความสามารถในการ”นำ”มวลชนก็จริง แต่ยังไม่มีศักยภาพพอที่จะควบคุมมวลชนได้เช่นกัน เพราะขาดแคลนผู้ช่วยที่เข้าใจรูปแบบการต่อสู้ที่ดีพอ นั่นต้องถือว่าเป็นความไม่พร้อมอย่างหนึ่ง


สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความผิด หากแต่เป็นข้อบกพร่องอันจะใช้เป็นบทเรียนที่จะนำไปแก้ไขพัฒนาให้ดีขึ้นในครั้งต่อๆไป สิ่งที่ขบวนการต่อสู้ของประชาชนขาดแคลนเป็นอันดับแรกคือ ผู้ปฏิบัติงานยังไม่ได้ได้รับการจัดตั้งอย่างเข้มข้นและมีแนวคิดที่เป็นเอกภาพ การเป็นตัวแทนของกลุ่มชนในระดับต่างๆนั้นยังไม่เพียงพอ ต้องติดอาวุธทางปัญญา แก่พวกเขาให้สามารถทำหน้าที่เป็นผู้นำความคิดทางการเมืองที่ถูกต้องให้แก่ประชาชนได้อีกด้วย ต้องสร้างพวกเขาให้เป็นเมล็ดข้าวเปลือกทางปัญญา ตกที่ไหนก็จะงอกงาม ที่นั่น และควรขจัดท่วงทำนองการทำงานแบบ”เจ้านาย”ออกไปให้หมดด้วย


หากมีการจัดตั้งที่ดีเป็นระบบแล้ว เชื่อว่าคุณณัฐวุฒิและแกนนำคนอื่นๆคงไม่ต้องวิ่งรอกไปมาให้เหน็ดเหนื่อยอย่างในวันนั้น


ในระยะที่จิตใจสู้รบของมวลชนยังอยู่ในกระแสสูง อย่าทิ้งโอกาสในการสร้างคน และหากต้องการเห็นชัยชนะที่เป็นจริง ก็ไม่ควรวางจุดหนักไว้ที่การเคลื่อนมวลชนแต่ เพียงอย่างเดียว ต้องสร้างสิ่งที่ขาดหายไปขึ้นมาเพื่อให้มีดุลยภาพในการต่อรองยังไม่สายที่จะปรับขบวน ปรับความคิดเสียใหม่..


เลือกแนวทางให้ชัดเจนว่าจะปฏิรูปหรือปฏิวัติ.
ประชาชนยังมีความหวังเสมอ ... ขอคารวะต่อจิตใจที่อาจหาญของประชาชน

_________________
คลิกเส้นทางไปหาเว็บ Http://RedCyberClub.Co.Cc


อ่านวิธีการดาวน์โหลดไฟล์จากเว็บฝากไฟล์ทั่วๆไป


dimistry
Admin

จำนวนข้อความ : 808
Join date : 18/09/2009
ที่อยู่ : France

ดูข้อมูลส่วนตัว http://http:redcyberclub.co.cc

ขึ้นไปข้างบน Go down

ปฏิวัติ ปฏิรูปการปกครอง โดย คณะปฏิรูป นำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน

ตั้งหัวข้อ by dimistry on Tue Jan 26, 2010 10:44 pm

หลังจากมีกระแสข่าวเรื่องปฏิวัติมาระยะหนึ่ง และแล้วเมื่อคืนนี้ 19 ก.ย. 2549 เวลาประมาณ 20.30 น.เศษ สถานีทัศน์และวิทยุทุกแห่งงดรายการปกติและหันมาเปิดเพลงพระราชนิพนธ์แทน ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์เริ่มส่งต่อข่าวสารกันว่ามีรถถังจำนวนหนึ่งเข้ามาในกรุงเทพฯ และได้ปิดล้อมทำเนียบรัฐบาล สื่อต่างประเทศเริ่มรายงานข่าว ประชาชนรับรู้ได้จาก CNN ที่รับชมผ่านเคเบิ้ลทีวี รู้เพียงว่าประเทศไทยของเรากำลังจะมีการปฏิวัติแต่ไม่มีใครรู้ว่าฝ่ายไหนปฎิวิติ และใครเป็นผู้นำปฏิวัติ สื่ออินเตอร์เนต เวบไซด์ข่าวสารต่างๆ มีปัญหาไม่สามารถเปิดได้ จนกระทั่งเหตุการณ์เริ่มคลี่คลายและมีประกาศจากคณะปฎิรูปตามมา

เวบไซด์ท่องเที่ยวไม่ได้ฝักใฝ่การเมือง แต่ข่าวนี้เป็นข่าวที่ใหญ่ที่สุดที่ไม่ทราบไม่ได้เลย จึงได้นำข่าวมาประมวลตามลำดับเหตุการณ์ให้ได้รับรู้กัน

ลำดับเหตุการณ์ คณะปฎิรูป ประกาศปฎิวัติยึดอำนาจ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แหล่งข่าวจากอินเตอร์เนต

18.30 น. มีข่าวลือสะพัด กำลังทหารเตรียมเคลื่อนกำลังพล โดยมีรายงานว่าหน่วยรบพิเศษจากลพบุรีราว 1 กองพันเคลื่อนกำลังด่วนเข้ากรุงแล้ว
19.00 น. ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ยืนยัน ไม่มีการเคลื่อนไหวกำลังพล
19.30 น. แม่ทัพภาค 3 ยืนยัน ไม่มีการเคลื่อนกำลัง ยังฝึกปกติ
20.30 น. สถานีวิทยุในเครือข่ายของกองทัพทุกสถานี ยกเลิกรายการปกติทั้งหมดพร้อมเปิดเพลงปลุกใจ ขณะเดียวกัน สถานีโทรทัศน์ทุกช่อง ได้ถอดรายการปกติของสถานีออก ตั้งแต่ช่วงเวลา ประมาณ 20.30 น. เป็นต้นมา พร้อมถ่ายทอดสารคดีเทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ คั่นรายการแทน
21.00 น. มีรายงานว่ามีรถถังหลายคันวิ่งอยู่ในกรุงเทพฯ
21.20 น. พ.ต.ท. ทักษิณ ชินตวัตร สั่งช่อง 11 เตรียมการถ่ายทอดสดทางโทรศัพท์ จากนิวยอร์ค
21.35 น. เลขาธิการนายกฯเ ข้าทำเนียบ
22.40 น. นายกฯสั่งช่อง 9 เตรียมถ่ายทอดสดจากนิวยอร์ค
21.45 น. เลขาฯนายก หอบเอกสารปึกใหญ่ นั่งรถ รองนายกฯชิดชัยออกจากทำเนียบรัฐบาล
22.00 น. กองบัญชาการตำรวจนครบาลสั่งปิดประตู พร้อมวางกำลังเจ้าหน้าที่อาวุธครบมือประจำการประมาณ
22.10 น. ทหารเตรียมเคลื่อนกำลังออกจากม.พัน 4
22.13 น. ยานหุ้มเกราะ 20 คันเคลื่อนจากเกียกกายสู่ลานพระรูป ขณะที่รถถัง 3-4 คันเคลื่อนไปทำเนียบ
22.14 น. ทหารเคลื่อนพลปิดล้อมทำเนียบ รัฐบาลแล้ว
22.14 น. รถถัง 3 คันประจำการแยกเกียกกาย บ้านสี่เสาเทเวศน์ รถถังสองคันพร้อมรถบรรทุกกำลังพล 5 คันเคลื่อนออกจากกองพันทหารปืนใหญ่
22.20 น. วิทยุและโทรทัศน์ทหารเปิดเพลงมาร์ชกระหึ่ม ทหารยึดอสมท.
22.24 น. ทหารเคลื่อนกำลังพลปิดบ้านนายกฯ ขณะที่ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินตวัตร ประกาศใช้พรก.ฉุกเฉินประกาศภาวะฉุกเฉินมาจากต่างประเทศ โดยออกอากาศ ทางช่อง 9 อสทม. พร้อมกับสั่งปลด พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ. ออกจากตำแหน่ง และแต่งตั้ง พล.อ.เรืองโรจน์ มหาศรานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขในสถานการณ์ฉุกเฉิน สถานีโทรทัศน์และวิทยุทุกแห่งงดรายการปกติและหันมาเปิดเพลงพระราชนิพนธ์แทน
22.40 น. มีการตัดสัญญาณ ฟรีทีวีทุกช่อง
22.41 น. CNN รายงานสถานีวิทยุและโทรทัศน์ไทย ถูกปิดหมดแล้ว และมีรายงานการประกาศใช้พรก.ฉุกเฉิน
22.44 น. ทหารสั่งกักบริเวณ ผู้สื่อข่าวทำเนียบรัฐบาล
22.55 น. ทหารปล่อยให้สื่อมวลชนกลับบ้าน
23.00 น. ทหารควบคุมตัวพลเอก ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมแล้ว
23.05 น. มีประกาศจากคณะปฏิรูปการเมืองซึ่งประกอบด้วยสี่เหล่าทัพขอความร่วมมือจากประชาชนหลัง ควบคุมสถานการณ์ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลไว้ได้โดยไม่มีการต่อต้าน
23.10 น.เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารสั่งสถานีวิทยุ ในเครือกองทัพ( 101 )เตรียมรับสัญญาณถ่ายทอดสดจากสถานีวิทยุ 99.5
23.15 น. ทหารสั่งปลดอาวุธเจ้าหน้าที่ตำรวจรักษาความปลอดภัยทำเนียบรัฐบาล และกักบริเวณไว้หน้าตึกไทยคู่ฟ้า
23.27 น. พลตรี ประพาส สกุนตนารถ ที่ปรึกษาททบ.5 ออกแถลงการณ์ประกาศคณะปฏิรูปอย่างเป็นทางการ
23.30 น. มีข้อความแพร่ไปทาง มือถืออ้างพลเอกเปรมปฏิวัติ
23.31 น. ประธานาธิบดีสหรัฐประกาศเป็นศัตรูกับรัฐบาลที่ทำการยึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
23.40 น. มีการสั่งปลดอาวุธ ตำรวจหน่วยอรินทราชและคอมมานโดทั้งหมด
23.50 น. มีประกาศจากคณะปฏิรูปการเมืองครั้งที่ 2 แจงก่อเหตุเพราะมีการบริหารราชการแผ่นดินส่อไปในทางทุจริตอย่างกว้างขวางองค์กรอิสระถูกครอบงำไม่เป็นไปตามเจตนารมย์รัฐธรรมนูญ การดำเนินกิจกรรมทางการเมืองมีอุปสรรค หมิ่นเหม่ต่อการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์อยู่หลายครั้ง คณะปฏิรูปไม่ประสงค์จะยึดอำนาจเพื่อบริหารเอง แต่จะคืนอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินอันมีพระมหากษัตริย์ เป็นประมุขให้ปวงชนชาวไทยโดยเร็วที่สุด
23.55 น. มีการตัดสัญญาณ โทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิก ( ยูบีซี ) ช่อง 53 ของสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น
23.59 น. ผู้บัญชาทหารทุกเหล่าทัพเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระตำหนักจิครลดารโหฐาน พระราชวังดุสิต
24.00 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ ผู้บัญชาการทหารบก และ ผู้บัญชาการเหล่าทัพ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเพื่อกราบบังคมทูลถวายรายงาน สถานการณ์บ้านเมือง และการเข้ามาปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง
00.28 น. พลตรี ประพาส สกุนตนารถ ที่ปรึกษาททบ.5 อ่านแถลงการประกาศกฎอัยการศึกบังคบใช้ทั่วประเทศตั้งแต่ 21.09 น.ของวันที่ 19 กันยายน 49 โดยมีพลเอก สนธิบุญรัตนกลิน เป็นหัวหน้าคณะปฏิรูปฯ
00.30 น. มีประกาศคณะปฎิรูป การปกครองฯฉบับที่ 2 สั่งห้ามเคลื่อนย้ายกำลังทหาร โดยไม่ได้รับคำสั่งจากคณะปฏิรูป
00.41 น. แกนนำพันธมิตร สนธิ ลิ้มทองกุล ประกาศยกเลิกกำหนดนัดชุมนุมพันธมิตรในเย็นวันนี้
00.43 น. มีประกาศคณะปฏิรูปฯฉบับที่ 3 ให้ยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ,วุฒิสภา สภาผู้แทนราษฎร
คณะรัฐมนตรีและศาลรัฐธรรมนูญสิ้นสุดลง,องคมนตรียังคงปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ และให้ศาลยุติธรรมยังคงมีอำนาจในการพิจารณาอัฐคดีและตามประกาศคณะปฏิรูปฯ
01.15 น. ผู้บัญชาการทหารสูงสุดและผู้บัญชาการทุกเหล่าทัพเข้าหารือในกองบัญชาการกองทัพบก
01.29 น. มีประกาศคณะปฏิรูป ฉบับที่ 4 ให้บรรดาอำนาจหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีเป็นอำนาจของหัวหน้าคณะปฏิรูปหรือผู้ได้รับมอบหมาย และให้ปลัดกระทรวงแต่ละกระทรวงมีอำนาจปฏิบัติหน้าที่แทนรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง
01.30 น. คณะปฎิรูป ออกประกาศให้ วันนี้ ( 20 ก.ย. ) หน่วยงานราชการ ตลาดหุ้น ธนาคาร เป็นวันหยุดราชการ และให้หัวหน้าส่วนราชการทุกส่วนในพื้นที่กรุงเทพมหานครและจังหวัดใกล้เคียง ไปรายงานตัวต่อคณะปฎิรูปฯในเวลา 09.00 น. ที่ที่กองบัญการกองทัพบก ถนนราชดำเนินนอก


ภาพสุดท้าย คือสิ่งที่ขาดไม่ได้ คือตัดระบบการสื่อสาร ทุกทาง

_________________
คลิกเส้นทางไปหาเว็บ Http://RedCyberClub.Co.Cc


อ่านวิธีการดาวน์โหลดไฟล์จากเว็บฝากไฟล์ทั่วๆไป


dimistry
Admin

จำนวนข้อความ : 808
Join date : 18/09/2009
ที่อยู่ : France

ดูข้อมูลส่วนตัว http://http:redcyberclub.co.cc

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ