ข่าว 11 กพ 53

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

ข่าว 11 กพ 53

ตั้งหัวข้อ by dimistry on Thu Feb 11, 2010 7:57 pm

“ดาวประกายพรึก เดลินิวส์”จวก“หอยม่วง&TPBS”ใช้“เงินภาษี” ยั่วยุให้เกิด“ความรุนแรง” เพิ่ม“ความแตกแยก”ใน“ชาติ”

“ช่องสีน้ำเงิน”มาแล้ว

พูดถึงเสรีภาพสื่อ มักมีคำตอกหน้า สมัยทักษิณมันดีนักหรือ ก็คุกคามสื่อเหมือนกัน ประมาณว่า ถูกข่มขืนไปครั้งหนึ่งแล้ว จะโดนอีกซักกี่ครั้ง จะเป็นไรไป

มันก็ใช่ สมัยรัฐบาลนั้น ก็มีการคุกคามจริง ๆ เช่น สั่งตรวจสอบบัญชีย้อนหลังอย่างนี้ ใครไม่เห็นด้วย ก็ถูกยึดไมค์ หรือไม่ก็ อาจโดนตัดโฆษณา แต่ที่ต่างก็คือ

สมัยนั้น องค์กรสื่อ สู้รบปรบมือถึงพริกถึงขิง แถลงการณ์ประณามแทบจะรายวัน ใส่เสื้อ คุกคามสื่อ ไปทั่ว นักข่าวทำเนียบใส่ชุดดำ ยืนเรียงแถวเป็นตับ หันหน้าไปตึกไทยคู่ฟ้า ชี้หน้าด่า จนรัฐบาลแม้วถอยร่นไม่เป็นท่า

เรียกว่าแหยมมาเมื่อไหร่ ได้เลือดซิบ ๆ คืน

มาถึงยุคเลือกข้าง สื่อ วิทยุ ทีวี มีแต่รายการล้างสมอง ถ้าเป็นเคเบิลทีวีเอกชน จะสีเหลือง สีแดง หรือ แอบขาว ก็ว่ากันไปตามรสนิยม ใครชอบอุดมการณ์อย่างไหน ก็เสพให้บ้ากันไปข้าง

จะเจ๊ง จะฉิบหาย ก็เป็นเรื่องของเอกชน ไม่เกี่ยวกับรัฐ แต่ที่จะเป็นเรื่อง ก็คือ การเอาภาษีของประชาชน ที่ไม่ใช่เงินพ่อ เงินแม่ ของ ฯพณฯ มาทำนั่นแหละ

เงินของประชาชน ไม่ควรเอาไป ใช้ทำทีวี เพื่อเข่นฆ่าประชาชน ด้วยกันเอง ไม่ว่าคนนั้น จะเป็นสีไหน ก็เป็นคนไทย ทีวีรัฐต้องมุ่งสร้างความเข้าใจ เพิ่มความรัก ไม่ใช่ปลุกระดม ให้ฆ่ามันทุกวัน อย่างนี้ !!!

การคุกคามสื่อยุคนี้ ก็บอกได้เลย หนักข้อกว่าเก่าและเนียนกว่าเก่าแยะ เพราะรัฐบาลหน้าตาล้อ-หล่อเป็นพระเอ๊ก- พระเอก นักวิชาการ องค์กรสื่อทั้งหลาย เลยเหมือนจะบี้บอดใบ้ ไปดื้อ ๆ

อันที่จริงจะว่าไป มันก็บี้บอดใบ้ตั้งแต่ ผู้นำองค์กรสื่อ ยอมลาออกจากสถาบันอันทรงเกียรติของตัวเอง ไปนั่งเป็นสนช. ชนิดหน้าชื่นตาบาน รับเงินเดือนเป็นแสน สมัย คมช. นั่นแล้ว ที่บ้านเมืองไปไหนไม่รอด

ก็เพราะสื่อ เป็นปัจจัยหนึ่งนี่ล่ะ

คนสื่อตอนนี้ ไปดูได้ หากยืนอยู่ซีกตรงข้ามรัฐบาล จะโดนสอย โดนอุ้ม หายไปจากหน้าจอทีวีบ้าง หน้าปัดวิทยุบ้าง หรือไม่ก็หน้ากระดาษ เป็นราย ๆ ไป เพียงแต่ไม่มีใครร้องแรกแหกกระเชอ

มันน่าสมเพช ก็ตรงนี้แหละ

ที่พร่ำมา เพราะล่าสุด มีข่าวมหาดไทย จะเปิด ทีวีดาวเทียม ช่องสีน้ำเงิน ตั้งแต่ 1 มี.ค.นี้ นักวิชาการวิจารณ์ยับว่านี่จะเป็นการเพิ่มช่องทางสร้างความแตกแยกอีกช่อง

เห็นด้วยเลย เพราะตอนนี้ ช่องหอยม่วง กับ ไทยพีบีเอส วัน ๆ ก็แทบไม่มีอะไร เอาแต่ยัดเยียดความชัง และไล่บี้ทักษิณกับเสื้อ แดง ทุกรูปแบบอยู่แล้ว ล่าสุด รมต.สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ก็สั่งสื่อรัฐ เดินหน้าสร้างความแตกแยก อ้อ ทำความเข้าใจ เรื่อง 2 มาตรฐาน กับคดียึดทรัพย์ อีกด้วย

นี่คงยังไม่หนำใจอีก

ก็ดี นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกพรรคภูมิใจไทย ยืนยัน ช่องสีน้ำเงิน ไม่มีปลุกระดมเด็ดขาด แต่จะเป็นรายการ “พีอาร์”งานกระทรวง เช่น เปิดบ้านมหาดไทย, ผู้ว่าฯ พาเที่ยว, รายการอำเภอยิ้ม หรืองาน “โอทอป” เป็นต้น

ส่วนการปกป้องสถาบัน ก็จะเอา “พระราชกรณียกิจ” มาเผยแพร่เท่านั้น ย้ำ อย่าฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด จะจริงตามลมปากหรือไม่

เดี๋ยวลายก็ออกแล้ว.

ดาวประกายพรึก

(ที่มา เดลินิวส์ ,9 กุมภาพันธ์ 2553)

_________________
คลิกเส้นทางไปหาเว็บ Http://RedCyberClub.Co.Cc


อ่านวิธีการดาวน์โหลดไฟล์จากเว็บฝากไฟล์ทั่วๆไป


dimistry
Admin

จำนวนข้อความ : 808
Join date : 18/09/2009
ที่อยู่ : France

ดูข้อมูลส่วนตัว http://http:redcyberclub.co.cc

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ข่าว 11 กพ 53

ตั้งหัวข้อ by dimistry on Thu Feb 11, 2010 8:00 pm

โผสีกากีฉาวโฉ่! ผกก.-สวญ.บุกสภาร้องเรียน
โดนเด้งข้ามห้วยคิวต่อไปฟันภ.1,4

ศึกสีกากีระอุหนัก ผกก.-สวญ.สังกัด บช.ภ.1 กับสันติบาล บุกสภาฯ โร่ร้องกมธ.ตำรวจ ถูกโยกย้ายไม่เป็นธรรมทั้งที่ผลงานดี ไม่เคยถูกร้องเรียน กลับถูกเตะข้ามห้วยกระเด็นไปอยู่นอกหน่วย ปูดชื่อ “เสี่ย ส.ปากน้ำ” กับ “ป๋า ว. หรือ บ.” นายหน้าซื้อขายเก้าอี้ภาค 1-2 ด้าน กมธ.ตำรวจ ฟันธง บช.ภ.2 โยกย้ายไม่เป็นธรรม ตั้ง “นิพิฏฐ์” สอบต่อก่อนโยน “มาร์ค” ดำเนินการ ด้าน “กฤษฎา พันธุ์คงชื่น” ยันโยกย้ายเป็นธรรม โต้กลับลูกน้องถูกร้องเรียน-ประเมินได้รองบ๊วย “อภิสิทธิ์” เผยตำรวจภูธรภาค 1 กับ 4 เจอปัญหาเดียวกับภาค 2 มอบ “วสิษฐ” สอบสวน ลั่นไม่เคยมีปัญหากับใคร “เทพเทือก” ยันการเมืองไม่แทรกแซงตำรวจ เตรียมซักในที่ประชุม ก.ตร.12 ก.พ. หึ่งเตรียมขอตำแหน่ง สบ10 ให้ “อัศวิน ขวัญเมือง” แต่งตัวเป็น “นายใหญ่ปทุมวัน”

ภายหลัง พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร. มีคำสั่งย้าย พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ สุริโย ผบช.ภ.2 มาช่วยราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อย่างไม่มีกำหนด จากปัญหาการร้องเรียนซื้อขายตำแหน่งแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับ รอง ผบก.-สารวัตร ในพื้นที่ บช.ภ.2 โดยให้ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร.รักษาการ ผบช.ภ.2 แทน

ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 10 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.ต.อ. ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ.ตร. มีคำสั่งย้ายพล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ สุริโย ผบช.ภ.2 มาช่วยราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ว่า ตนเข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นการตรวจพบความไม่ถูกต้องของคำสั่งโยกย้าย และเป็นคำสั่ง มิชอบ จึงเป็นเรื่องของ รรท.ผบ.ตร. ที่ต้องแก้ไขให้ถูกต้อง เท่าที่ทราบผู้มีอำนาจต่าง ๆ ที่ต้องลงชื่อ ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ในส่วนของภาคอื่น ๆ ตนยังไม่เห็นว่ามีคำสั่งลักษณะนี้ มีแต่เรื่องร้องเรียน และคณะกรรมการฯ ที่มี พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เป็นประธานนั้น กำลังดำเนินการตรวจสอบ ซึ่งจะมีทั้งการตรวจสอบใน บช.ภ.2, 1 และ 4 ผู้สื่อข่าวถามว่า ในส่วนของ บช.ภ.1 และ 4 นั้นปัญหาคล้ายคลึงกับ บช.ภ.2 หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่าพฤติกรรมมีทั้งเหมือนและต่าง แต่ความหนักเบาอาจจะต่างกันอยู่บ้าง เท่าที่ได้พูดคุยกับ พล.ต.อ.วสิษฐ ได้รับการยืนยันว่าในส่วนของ บช.ภ.2 น่าจะเสร็จได้เร็ว แต่บังเอิญทราบว่ามีการไปตรวจพบความไม่ถูกต้องของคำสั่งด้วย

เมื่อถามว่าผลการสอบสวนของ คณะกรรมการชุด พล.ต.อ.วสิษฐ จะมีผลเทียบเท่ากับกรรมการชุดของ นพ.บรรลุ ศิริพานิช หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นไปตามเงื่อนไข และขั้นตอนของกฎหมายตำรวจ เมื่อถามว่าถ้าพบว่ามีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องการจัดการจะทำเช่นเดียว กันหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ต้องดูรายงานของคณะกรรมการก่อน ต่อข้อถามว่าแสดงว่าเป็นไปได้ที่การแต่งตั้งตำรวจครั้งนี้อาจจะ มีการรื้อทั้งระบบ นายกฯ กล่าวว่าเวลานี้ยังไปไม่ถึงขั้นนั้น เรามอบหมายให้ทาง สตช. ตรวจสอบในกรณีที่มีการร้องเรียนมา แต่ไม่ได้หนักหน่วงมาก เมื่อถามย้ำว่าให้ตำรวจสอบสวนกันเองจะได้ผลอย่างนั้นหรือ นายกฯ กล่าวว่า เราดูและแยกแยะแล้วว่าส่วนไหนน่าจะยังใช้ระบบภายในของ สตช.ได้ ก็ไม่น่าจะมีปัญหา ผู้สื่อข่าวถามว่ารู้สึกอย่างไรเพราะตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี มีปัญหากับตำรวจมาตลอด นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ผมไม่ได้มีปัญหากับใคร”

ด้านนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท. ผบ.ตร.มีคำสั่งเด้ง พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ สุริโย ผบช.ภ.2 โดยแต่งตั้ง พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร. ไปรักษาราชการแทน และสั่งรื้อโผแต่งตั้งโยกย้ายใหม่ให้เสร็จก่อนวันที่ 16 ก.พ.นี้ว่า เป็นเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ ตามปกติของตำรวจ เมื่อถามว่า ดูเหมือนจะเป็นการตอกย้ำว่ามีฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซงการทำงานของตำรวจ หรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนยังไม่ได้ไปทำอะไร ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวกับการเมือง ถ้าการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์กติกา ผบ.ตร. ดำเนินการได้ “ในการประชุม ก.ตร. วันศุกร์ที่ 12 ก.พ.จะถามในที่ประชุมเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร เท่าที่ทราบเรื่องนี้มีการร้องเรียนไปถึงนายกฯ ในฐานะ ผู้บังคับบัญชาสูงสุด จึงมีคำสั่งแต่งตั้ง พล.ต.อ. วสิษฐ เดชกุญชร เป็นประธานกรรมการตรวจสอบ ซึ่งรู้เรื่องของตำรวจเป็นอย่างดี ถือว่ามีความเหมาะสม”

ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.)การตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณากรอบหลักเกณฑ์การโยกย้ายข้าราชการตำรวจของสำนักงานตำรวจแห่ง ชาติ ระดับรองผู้บังคับการ-สารวัตรทั่วประเทศ โดยนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ส.ส.ประจวบคีรีขันธ์ ประธานกมธ.ตำรวจ เปิดเผยก่อนการประชุมว่า แม้จะมีการย้าย พล.ต.ท. เกรียงศักดิ์ สุริโย ผบช.ภ.2 ไปช่วยราชการที่สตช.แล้วก็ตาม แต่ตนและกมธ.ตำรวจ ยืนยันว่าจะทำหน้าที่ตรวจสอบข่าวการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งในการโยกย้ายข้า ราชการตำรวจต่อไป เพราะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากยื่นเรื่องร้องเรียนเข้ามายัง กมธ.ซึ่งมีพยานหลักฐานบางส่วนในเบื้องต้นแล้ว “ยังมีผู้ร้องเรียนเข้ามาอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะจากกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 และภาค 4 เพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าถ้าไม่มีข้อมูลและพยานหลักฐานในมือ ก็จะยังไม่ด่วนสรุป” นายเฉลิมชัย กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการประชุม ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับผู้กำกับการและสารวัตรเข้ามาร้องเรียน กมธ.ตำรวจ กรณี แต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นธรรม มี พ.ต.อ.ฐานุพงศ์ พรมสวัสดิ์กุล ผกก.สภ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุม ธานี และพ.ต.ท.เศรษฐกรณ์ ชัยวีระวงศ์ สวญ.สภ.สวนพริกไทย จ.ปทุมธานี พ.ต.ท. กิตติพงศ์ อุบลบาน สวญ.สภ.คลองสิบสอง จ.ปทุมธานี และ พ.ต.ต.ณัฎฐ์พัชร โฆษิตเลิศ สารวัตรกองกำกับการตำรวจสันติบาล 2

พ.ต.อ.ฐานุพงศ์ เปิดเผยว่า ตนมีผลงานผ่านหลักเกณฑ์การพิจารณาของ บช.ภ.1 เป็นโรงพักของประชาชน ผ่านกฎเหล็กของตำรวจ และอยู่ในตำแหน่งเกิน 2 ปี มีผลงานไม่เคยถูกตั้งกรรมการสอบสวน ไม่เคยถูกร้องเรียน แต่ปรากฏว่าคนที่ไม่ผ่านหลักเกณฑ์วิ่งเต้นจนได้ดิบได้ดี แต่คนที่ผ่านเกณฑ์กลับต้องอยู่ที่เดิม เมื่อปรับทุกข์ก็มี นายตำรวจกว่า 20 คนจะมาร้องเรียน แต่ถึง เวลาจริงกลับทยอยมาไม่กี่คน เพราะกลัวถูกย้าย หรือถูกเล่นงานภายหลัง แต่สำหรับตนเมื่อเปิดหน้าแล้วไม่กลัว คงต้องขอพึ่งกมธ.ตำรวจ และสื่อมวลชน

ด้าน พ.ต.ท.เศรษฐกรณ์ กล่าวว่า ตนได้ยื่นหนังสือร้องเรียนขอความเป็นธรรม กรณีแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจภูธรภาค 1 ที่ไม่เป็นไปตามกติกาไปยังนายกรัฐมนตรีและรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคงแล้ว โดยในวันเดียวกันนี้ตนมายื่นเรื่องดังกล่าวต่อกมธ.ตำรวจ เพราะกรณีของตนถูกย้ายไม่เป็นธรรม โดยถูกย้ายข้ามภาคไปเป็น รอง ผกก.ป.สภ.เพ็ญ จ.อุดรธานี บช.ภ.4 ทั้ง ๆ ที่โรงพักของตน ผ่านหลักเกณฑ์โรงพักเพื่อประชาชน และผ่านหลักเกณฑ์กลุ่มอาวุโส 25 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในส่วนของ บช.ภ.1 มีนายตำรวจที่โดนเช่นเดียวกับตนมากถึง 20-30 คน แต่ส่วนใหญ่ไม่กล้าออกมาร้องเรียนเพราะหวั่นเกรงเรื่องความไม่ปลอดภัย และกลัวถูกกลั่นแกล้งในหน้าที่การงาน อย่างไรก็ตาม ส่วนตัว ไม่กังวลว่าจะขัดแย้งกับผู้บังคับบัญชา แต่ที่ออกมาเพราะอยากให้สังคมรับรู้ถึงความไม่ถูกต้องในการโยกย้ายครั้งนี้

พ.ต.ท.กิตติพงศ์ กล่าวว่า ตนถูกโยกย้ายไปดำรงตำแหน่ง รอง ผกก.ป.สภ.รัตน บุรี จ.สุรินทร์ โดยผู้บังคับบัญชาให้เหตุผลว่าการประกวดโรงพักเพื่อประชาชนของ บช.ภ.1 โรงพักของตนส่งเป็นรายสุดท้าย แต่ก็เห็นว่ามีบางส่วนไม่ได้ส่งประกวด แต่กลับได้รับการแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งที่ดี จึงเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้ จึงถามผู้บังคับบัญชาว่าใช้หลักเกณฑ์อะไรในการตัดสิน

ขณะที่ พ.ต.ต.ณัฎฐ์พัชร กล่าวว่า ตนมีผลงานปรากฏเป็นคดีใหญ่ ๆ เกี่ยวกับความมั่นคงหลายคดี แต่กลับถูกผู้บังคับบัญชาสั่งย้ายไปเป็นสารวัตรฝ่ายอำนวยการตำรวจภูธร จ.ชุมพร อ้างว่าถูกตั้งกรรมการสอบสวนเกี่ยวกับความผิดอาญาร้ายแรง ฐานจับกุมชาวอินเดียมาเรียกค่าไถ่ และมีคดีร้องเรียนอยู่ที่กองปราบปราม ทั้งที่กรณีดัง กล่าว ตนเป็นผู้ไปจับกุมและช่วยเหลือเหยื่อ ออกมาได้ ในส่วนผลงานของตนยังมีคดีการจับชาวฟิลิปปินส์ที่ปลอมแปลงธนบัตรของรัฐบาล สหรัฐอเมริกามูลค่า 240 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การจับกุมโจรขโมยเพชรชาวอินเดียที่เข้ามาก่อคดีต่าง ๆ ในประเทศไทยร่วม 2 ปี มูลค่าความเสียหายเกือบ 1,000 ล้านบาท จึงขอถามว่าคนทำงานอาจมีผิดพลาดบ้าง แต่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ และตนไม่ใช่โจร เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจทำงานเพื่อบ้านเมือง มีผลงานปรากฏแต่กลับถูกย้ายอย่างไม่เป็นธรรม จึงต้องมาถามหาหลักธรรมาภิบาลของผู้บังคับบัญชา ถึงหลักเกณฑ์การพิจารณา จึงต้องมายื่นเรื่องร้องต่อกรรมาธิการการตำรวจ ให้ตรวจสอบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับข้อมูลของ กมธ.ตำรวจ ที่เกี่ยวกับการซื้อขายตำแหน่งของข้าราชการตำรวจให้ สตช.ในส่วนที่ เกี่ยวกับ บช.ภ.1 พบว่าต้องมีการวิ่งเต้นผ่าน “เสี่ย ล.ปากน้ำ” ส่วน บช.ภ.2 มีการวิ่งเต้นผ่าน “ป๋า ว. หรือ บ.”

ภายหลังการประชุมนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ประธาน กมธ.ตำรวจ ออกมาเปิดเผยว่า ที่ประชุมได้เชิญ พล.ต.ต.ชัยยง กีรติขจร รอง ผบช.สำนักกำลังพล และ พล.ต.ต. โชติกร สิมันตร ผบก.กองทะเบียนกำลังพล เข้าชี้แจง ได้ข้อสรุปว่า 1.การออกคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจภูธรภาค 2 ไม่เป็นธรรม ไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์และระเบียบ ก.ตร. 2.กรรมาธิการขอเอกสารผู้ที่ได้รับการยกเว้นหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งครั้งนี้ กับทาง สตช. เพื่อนำมาประกอบว่าผิดเงื่อนไขการโยกย้ายหรือไม่อย่างไร 3.ให้ สตช.ยึดระเบียบหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งโยกย้ายของ ก.ตร. โดยเคร่งครัด และ 4.กรรมาธิการฯ มีมติตั้งอนุกรรมาธิการขึ้นมาตรวจสอบ กรณีการโยกย้ายตำแหน่งไม่เป็นธรรม และกรณีการซื้อขายตำแหน่ง โดยมีนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานอนุกรรมาธิการฯ

นายเฉลิมชัย กล่าวต่อว่า กรรมาธิการฯ ยืนยันว่าจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และจะดำเนินการสอบสวนเรื่องดังกล่าวให้ถึงที่สุด และจะส่งข้อสรุปโดยตรงต่อนายกฯ เพื่อให้นายกฯ ดำเนินการต่อไป ส่วนกรอบระยะเวลาการทำงานกรรมาธิการฯ จะเร่งดำเนินการให้เสร็จสิ้นก่อนวันที่ 16 ก.พ.นี้ ก่อนคำสั่งโยกย้ายจะมีผลตามกฎหมาย เมื่อถามว่าหากเจอตอในการสอบสวน ทางกรรมา ธิการฯ จะดำเนินการอย่างไร นายเฉลิมชัย กล่าวว่า แม้จะเจอตอ ก็ต้องดำเนินการสอบสวนให้ถึงที่สุด เมื่อถามว่าหากพบว่าเรื่องนี้มีคนของพรรคประชาธิปัตย์มีส่วนเกี่ยวข้องจะ ดำเนินการอย่างไร นายเฉลิมชัย กล่าวว่าเรื่องนี้นายกฯ พูดชัดเจนแล้วว่า ขอให้มีพยานหลักฐาน จะดำเนินการกับทุกคนไม่ว่าเป็นใคร รวมทั้งจะเสนอรายชื่อผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดให้กับนายกฯ โดยจะไม่มีการตัดตอนก่อน เมื่อถามย้ำว่า ยืนยันได้หรือไม่ว่าจะ ไม่มีการรับลูกกันเอง นายเฉลิมชัย กล่าวว่า “ผมคิดว่าประวัติผมไม่เคยเสียหาย”

ด้าน พล.ต.ท.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น ผบช.ภ.1 ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า การแต่งตั้งตำรวจของ บช.ภ.1 ดำเนินการในรูปของคณะกรรมการ มีการแต่งตั้งโยกย้ายอย่างเป็นธรรม ไม่มีการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งโดยเด็ดขาด กรณีของ พ.ต.อ.ฐานุพงศ์ ก็มีปัญหาถูกร้องเรียน ส่วน พ.ต.ท.เศรษฐกรณ์ ได้รับการประเมินโรงพักอยู่ในที่รองบ๊วย

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.อาจิณ โชติวงศ์ ผบช.ก.ตร. ทำหนังสือเวียนเชิญประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 1/2553 ในวันที่ 12 ก.พ.นี้ เวลา 12.00 น. ที่ห้อง ประชุม 1 ชั้น 2 อาคาร 1 สำหรับวาระการประชุม ก.ตร.ที่น่าสนใจได้แก่ เรื่องที่คณะ กรรมการ ป.ป.ช.ขอมติ และความเห็นของคณะอนุกรรมการ ก.ตร. และ ก.ตร. การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่งระดับสารวัตร ถึงรองผู้บังคับการ วาระประจำปี 2552 (การขยายระยะเวลาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ) และเรื่องที่ 7 การกำหนดตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ10) โดยกำหนดให้ตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ10) ด้านการปราบปราม และด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ ซึ่งเดิมเป็นตำแหน่งเฉพาะตัวให้เป็นตำแหน่งถาวร

สำหรับการขอกำหนดตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ10) นั้น คาดว่าจะเปิดให้ พล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วย ผบ.ตร. ซึ่งล่าสุด พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รรท.ผบ. ตร.ส่งไปดูแลการแต่งตั้งโยกย้ายใน บช.ภ.2 แทน พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ สุริโย ผบช.ภ.2 จึงคาดกันว่าหาก พล.ต.ท.อัศวิน ได้ขึ้นเป็นที่ปรึกษา (สบ10) เทียบเท่ารอง ผบ.ตร.จะมีโอกาสได้รับพิจารณาให้ดำรงตำแหน่ง ผบ.ตร.คนต่อไป เพราะที่ผ่านมา พล.ต.ท. อัศวิน ได้รับความไว้วางใจอย่างสูงจากนายกรัฐมนตรี ให้รับผิดชอบคดีสำคัญ ๆ ขณะเดียวกัน พล.ต.ท.อัศวิน จะเกษียณอายุราชการในปี 2554 จึงมีโอกาสสูงที่จะได้รับการพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งสูงสุดของ “กรมปทุมวัน” ดังกล่าวส่วนเรื่องที่คณะ กรรมการ ป.ป.ช.ขอมติ และความเห็นของคณะอนุกรรมการ ก.ตร.และ ก.ตร. นั้นเป็นเรื่องที่ ก.ตร.ต้องรับรองมติผลการประชุม ครั้งที่ผ่านมา กรณีเกี่ยวกับเรื่องการพิจารณาให้การอุทธรณ์ของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีต ผบ.ตร. พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีต ผบช.ภ.4 และ พล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ ภราดรศักดิ์ อดีต ผบก.ภ.จว.อุดรธานี กรณีสลายการชุมนุม ฟังขึ้น ให้รับกลับเข้ารับราชการตำรวจ

ต่อมาเวลา 19.00 น. ที่บ้านพิษณุโลก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เข้าร่วมประชุมกับคณะกรรมการสอบสวนการ ซื้อขายตำแหน่งข้าราชการตำรวจที่ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เป็นประธาน ประกอบ ด้วยนายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายเดชอุดม ไกรฤกษ์ นายกสภาทนายความ นางสุจิตรา บุณยรัตนพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ นายถาวร พาณิชพันธุ์ รองอัยการสูงสุด พร้อมด้วย พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองเลขาธิการนายกฯ เข้าร่วมประชุม กระทั่งเวลา 20.00 น. นายกฯ ออกจากห้องประชุมมาคนเดียว พร้อมกับเปิดเผยว่า วันนี้มาประชุมทำความเข้าใจกับคณะกรรมการ ซึ่งกรรมการชุดนี้จะต้องสอบสวนเรื่องดังกล่าว ในหน่วย บช.ภ.1, 2, 4 และ 6 เริ่มต้น จากภาค 2 ก่อน เท่าที่คุยคิดว่า 7 วันน่าจะเสร็จ ส่วนที่เหลืออาจจะไม่ทันวันที่ 16 ก.พ. เพราะเพิ่งได้รับข้อมูล แต่ถ้าไม่ทันจริง ๆ ก็จะเสนอความเห็นมา อย่างไรก็ตามเรื่องร้องเรียนเช่นนี้ คงไม่เหมาะที่ตำรวจจะตรวจสอบภายในกันเอง ซึ่งกรรมการยอมรับว่าหนักใจ แต่จะทำให้ดีที่สุด.

_________________
คลิกเส้นทางไปหาเว็บ Http://RedCyberClub.Co.Cc


อ่านวิธีการดาวน์โหลดไฟล์จากเว็บฝากไฟล์ทั่วๆไป


dimistry
Admin

จำนวนข้อความ : 808
Join date : 18/09/2009
ที่อยู่ : France

ดูข้อมูลส่วนตัว http://http:redcyberclub.co.cc

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ข่าว 11 กพ 53

ตั้งหัวข้อ by dimistry on Thu Feb 11, 2010 8:02 pm

จาตุรนต์ฟันธง ยึดเกลี้ยง ทรัพย์'ทักษิณ'

"จาตุรนต์" ฟันธงศาลสั่งยึดทรัพย์ "ทักษิณ" 7.6 หมื่นล้านเกลี้ยงแน่ เชื่อคนในรัฐบาลรู้ล่วงหน้า หวั่นรัฐบาลฉวยโอกาสใช้กำลังปราบปรามประชาชนหวังความรุนแรง ติงแนวทางตั้งกองทัพประชาชนไม่ใช่สันติวิธี...

เมื่อวันที่ 6 ก.พ. ที่โรงแรมเรดิสัน นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวเสวนาหัวข้อ "ทิศทางการเมืองไทย หลังการยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท" โดยเขาคาดการณ์ว่าจะมีการยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งหมดอย่างแน่นอน

นายจาตุรนต์ ให้เหตุผลว่ามาจาก 2 ข้อคือ 1. รัฐธรรมนูญปี 50 ให้การรับรององค์กรตรวจสอบที่คณะรัฐประหารตั้งขึ้นมา เช่น คณะกรรมการรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ซึ่งมีการดำเนินการผิดกระบวนการยุติธรรม 2. ในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลปล่อยให้มีการกดดันศาล มีการชี้นำสังคมอย่างต่อเนื่องจากนายกรัฐมนตรี บุคคลในรัฐบาล กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และอดีต คตส. ผ่านทางสื่อของรัฐ เพื่อให้เห็นว่าทรัพย์สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้มาโดยมิชอบ และจะมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้นทั้งก่อน และหลังศาลพิจารณาคดี จึงสันนิษฐานว่าคนเหล่านี้คงรู้หรือเชื่อว่าจะมีการยึดทรัพย์ทั้งหมด ดังนั้นฝ่ายความมั่นคงจึงเตรียมแผนหาทางป้องกันความรุนแรงไว้

อย่าง ไรก็ตาม ภายหลังการยึดทรัพย์จะสร้างผลกระทบต่อความรู้สึกของคงในสังคมที่มีต่อกระบวน การยุติธรรม รวมถึงมีความเสี่ยงจะเกิดเหตุความรุนแรงตามมา อาจนำไปสู่การใช้กำลังปราบปรามประชาชน ซึ่งจะยิ่งทำให้ความขัดแย้งในสังคมบานปลาย ยากที่จะสมานฉันท์ จึงขอให้นายกฯ และรัฐบาลยุติการดำเนินการในลักษณะการกดดันศาล การชี้นำสังคม เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การปราบปรามประชาชน

"ขอให้รัฐบาลเข้าใจว่า การต่อสู้ของประชาชนเป็นการต่อสู้อย่างสันติ แม้จะมีประชาชนบางส่วนมีแนวคิดใช้ความรุนแรง แต่เป็นส่วนน้อย จึงขอให้รัฐบาลอย่าฉวยโอกาสที่ประชาชนส่วนน้อยใช้ความรุนแรง มาเป็นโอกาสปราบปรามประชาชน มิเช่นนั้น จะเกิดการเผชิญหน้าไม่จบสิ้น"

นาย จาตุรนต์ กล่าวด้วยว่า ขอให้รัฐบาลมีสติในการสร้างความสมานฉันท์ ขณะที่ฝ่ายต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยขอให้ยึดหลักสันติวิธีอย่างเคร่งครัด แยกแยะให้ออกว่า ใครคือแกนนำหรือไม่ใช่แกนนำ ข้อเสนอที่ระบุว่า หากมีการรัฐประหารให้ถือขวดใส่น้ำมันออกมา ตลอดจนการมีกองกำลังทหารพราน นักรบดำ หรือการตั้งกองทัพประชาชน ไม่ใช่แนวทางสันติวิธี แกนนำจะต้องปฏิเสธแนวทางการต่อสู้ด้วยวิธีเหล่านี้.

_________________
คลิกเส้นทางไปหาเว็บ Http://RedCyberClub.Co.Cc


อ่านวิธีการดาวน์โหลดไฟล์จากเว็บฝากไฟล์ทั่วๆไป


dimistry
Admin

จำนวนข้อความ : 808
Join date : 18/09/2009
ที่อยู่ : France

ดูข้อมูลส่วนตัว http://http:redcyberclub.co.cc

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ข่าว 11 กพ 53

ตั้งหัวข้อ by dimistry on Thu Feb 11, 2010 8:05 pm

โอ๊คร้องศาลสั่งคตส.หยุดจ้อยึดทรัพย์



คมชัดลึก :"พาน ทองแท้- พินทองทา" ร้องศาลฎีกานักการเมือง สั่ง คตส. หยุดให้สัมภาษณ์ชี้นำคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน จนกว่าจะมีคำพิพากษา

(11ก.พ.) ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ สนามหลวง นายพานทองแท้ ชินวัตร และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในฐานะผู้คัดค้านที่ 2 และ 3 ในคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหาร่ำรวยผิดปกติ ได้ยื่นคำร้องต่อศาลให้มีคำสั่งห้ามมิให้ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)ให้ข้อมูลเกี่ยวกับคดียึดทรัพย์ ซึ่งอาจจะเป็นการทำให้สาธารณชนเข้าใจผิด

คำร้องสรุปว่า ผู้คัดค้านที่ 2 เป็นเจ้าของเงินที่ได้จากการขายหุ้นให้กองทุนเทมาเส็กซึ่งถูก คตส.อายัด จำนวน 17,176,205,332.07 บาท และผู้คัดค้านที่ 3 ถูกอายัดจำนวน 23,539,881,102.87 บาท ซึ่งคดีนี้ศาลฎีกาไต่สวนพยานเสร็จสิ้นแล้ว และนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 26ก.พ.นี้ เวลา 13.30 น. ผู้คัดค้านทั้งสองเห็นว่า ช่วงเวลานี้เป็นเวลาสำคัญที่องค์คณะผู้พิพากษากำลังวินิจฉัยข้อเท็จจริงและ ข้อกฎหมายทั้งหมดในคดีอย่างละเอียดรอบครอบ เพื่อให้คำพิพากษาเป็นไปได้โดยถูกต้องเป็นธรรมตามกฎหมาย

จึงไม่สมควรที่จะมีบุคคลใดให้ข่าวต่อสื่อมวลชนในลักษณะบิดเบือนข้อเท็จ จริงและข้อกฎหมายให้บุคคลทั่วไปเข้าใจผิด แต่ปรากฏว่าขณะนี้มี คตส.บางคนให้ข่าวสื่อมวลชนด้วยการวินิจฉัยกฎหมายและความเข้าใจของตนให้ ประชาชนเข้าใจผิดและหลงชื่อว่า พ.ต.ท.ทักษิณ บิดา กระทำผิดจริงและต้องถูกยึดเงินทั้งหมดจากการขายหุ้นชินคอร์ปฯ จำนวน 76,621,603,061.05 บาท ถือเป็นการก้าวก่ายกระบวนการพิจารณาของศาล อีกทั้ง เมื่อวันที่ 16 ม.ค.53 นายอุดม เฟื่องฟุ้ง อดีต คตส. ได้เขียนคอลัมน์ ชื่อ “ยึดทรัพย์ไม่เลื่อน คตส.ชงยึดทั้งก้อน” ใน นสพ.ผู้จัดการรายวัน ทำนองว่า “ตามหลักการแล้วคดีร่ำรวยผิดปกติจะต้องยึดทั้งหมด” และเมื่อวันที่ 18 ม.ค.53 นายแก้วสรร อติโพธิ อดีต คตส. อีกคนได้ให้สัมภาษณ์คอลัมน์ใน นสพ.มติชน เกี่ยวกับ “ทฤษฎีวัวกินหญ้าต้องยึดทั้งตัว”

การที่บุคคลทั้งสองให้สัมภาษณ์ความเห็นว่าจะต้องยึดเงินทั้งหมดว่าเป็น ทรัพย์สินที่ได้มาจากทำผิด จึงเป็นการให้ความเห็นในทางกฎหมายที่ไม่เป็นความจริง เป็นการบิดเบือนประชาชนให้หลงเข้าใจผิดและเป็นผลร้ายต่อผู้คัดค้านทั้งสอง ทั้งด้านชีวิตความเป็นอยู่ชื่อเสียง เกียรติยศและทรัพย์สิน ตลอดจนอนาคตของผู้คัดค้านทั้งสองเป็นอย่างยิ่ง จึงขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามมิให้บุคคลที่เคยเป็น คตส.ให้ข้อมูลต่อสื่อมวลชนในลักษณะที่เป็นการชี้นำซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรูป คดี จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด

ภายหลัง น.ส.พินทองทา กล่าวว่า มายื่นคำร้องเพื่อขอความเป็นธรรมให้กับครอบครัว โดยเฉพาะตนและพี่ชาย เนื่องจากตอนนี้การพิจารณาคดีอยู่ที่ศาลแล้วแต่มีหลายฝ่ายออกมาวิพากษ์ วิจารณ์คดีนี้โดยที่ไม่ได้ทราบความจริงทั้งหมด ทำให้มีผลต่อการชี้นำประชาชนเข้าใจผิด ที่ผ่านมาเราสองคนต้องใช้ความพยายามมากแล้วที่ต้องเป็นอยู่ทุกวันนี้ ขอให้ทุกคนอยู่รอฟังการตัดสินของศาล

ผู้สื่อข่าวถามว่ารู้สึกกังวลใจ เรื่องผลคำพิพากษาในวันที่ 26 ก.พ. นี้หรือไม่ น.ส.พินทองทา กล่าวว่า ก็ไม่ได้กังวล ได้แต่ทำใจให้นิ่งๆ เพราะการที่เราได้มาทุกวันนี้ก็ยังมีความเชื่อมั่นอยู่แล้ว ขณะนี้ได้แต่อธิฐาน ความอึดอัดมันมีอยู่แล้วเป็นเวลา 2 -3 ปี ตั้งแต่มีคดี อย่างที่สื่อมวลชนทราบดี

ด้าน นายพานทองแท้ กล่าวว่า นายแก้วสรร อดีต คตส.ที่ออกมาพูด เกี่ยวกับทฤษฎีวัวควาย เป็นการใช้ความรู้ทางกฎหมายที่ทำให้ประชาชนสับสน ทำนองว่า ถ้าวัวไปกินหญ้าของคนอื่นแล้ววัวอ้วนขึ้นมาต้องยึดวัวทั้งตัว จะยึดเฉพาะแขนขาไม่ได้ ถ้ามองมุมกลับกัน ตนเป็นเจ้าของหญ้าแล้ววัวมากิน แล้วตนยึดวัวทั้งตัวไว้ตนจะโดนข้อหาลักทรัพย์ แต่ถ้าร่วมกันกระทำการมากว่า 1 คน ขึ้นไปภาษากฎหมายเรียกว่าปล้นทรัพย์ ทำให้ตนรู้สึกว่าเหมือนถูกปล้นทรัพย์อยู่ อยากให้ลองมองมุมกลับกันบ้าง เพราะตนก็อยู่กันอย่างลำบากพอสมควร

“ฝากถึงพี่น้องเกษตรกรระหว่างรอประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยเต็มใบให้เลิก ปลูกข้าว มาปลูกหญ้าแล้วเอารั้วออกแล้วทุกคนจะมีวัวขายกัน ขอบอกว่าทุกคนจะไม่ผิดเพราะเค้าเอากฎหมายมาปิดเบือนกัน” นายพานทองแท้ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการให้สัมภาษณ์ นายพานทองแท้ ได้บอกกับสื่อมวลชนไม่ให้รุมล้อมเข้าใกล้ น.ส.พินทองทา มากนักเนื่องจากเพิ่งออกจากโรงพยาบาล โดยมีนางพยาบาลติดตามดูแลอย่างใกล้ชิด

ด้านนายกิตติพร อรุณรัตน์ ทนายความ นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา กล่าวว่า เมื่อ คตส.ส่งสำนวนให้อัยการแล้วถือว่าหมดหน้าที่ ไม่ควรที่จะออกมาให้สัมภาษณ์เพราะจะกระทบรูปคดี จึงต้องรอดูอีก 1 - 2 วันว่าศาลจะมีคำสั่งอย่างไร และอยากให้อดใจรออีก 2 สัปดาห์ ที่ศาลจะมีคำพิพากษาออกมา

เมื่อซักว่า ฝ่าย พ.ต.ท.ทักษิณ และกลุ่มเสื้อแดงก็มีการปราศรัยและให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการตัดสินคดีของศาล นั้น นายกิตติพร กล่าวว่า ไม่ทราบว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ทวิซข้อความว่าอย่างไร และกลุ่มเสื้อแดงให้สัมภาษณ์อย่างไร แต่เห็นว่าทั้งสองฝ่ายควรจะระมัดระวังคำพูด

http://www.komchadluek.net/detail/20100211/48076/%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B9%8A%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%95%E0%B8%AA.%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%88%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%B6%E0%B8%94%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B9%8C.html

_________________
คลิกเส้นทางไปหาเว็บ Http://RedCyberClub.Co.Cc


อ่านวิธีการดาวน์โหลดไฟล์จากเว็บฝากไฟล์ทั่วๆไป


dimistry
Admin

จำนวนข้อความ : 808
Join date : 18/09/2009
ที่อยู่ : France

ดูข้อมูลส่วนตัว http://http:redcyberclub.co.cc

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ข่าว 11 กพ 53

ตั้งหัวข้อ by dimistry on Thu Feb 11, 2010 8:07 pm

ต้องผ่า นายวัชระ เพชรทอง ส.ส.ปชป.แถลงข่าวการตรวจสอบเครื่องจีที 200 ในพื้นที่ปิด ไม่เป็นที่พอใจของคนส่วนใหญ่เพราะต้องการให้ผ่าพิสูจน์ โดยจะเรี่ยไรเงินไปซื้อมาผ่าพิสูจน์ให้เห็นกันจะๆ ที่ห้องผู้สื่อข่าวรัฐสภา วันที่ 11 ก.พ.



ปชป.ขู่ตั้งโต๊ะรับบริจาคซื้อ"จีที200"ผ่าพิสูจน์ ไม่เชื่อกก.ชุด"กัลยา"

เมือวันที่ 11 ก.พ. นายวัชระ เพชรทอง ส.ส.ปชป.โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร แถลงว่า ที่ประชุมมีมติให้ทำหนังสือไปถึงคุณหญิงกัลยา โสภณพณิช รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในฐานะประธานฐานะประธานคณะกรรมการทดสอบประสิทธิภาพเครื่องตรวจระเบิดและสาร เสพติด ว่า กมธ.ไม่เชื่อมั่นกระบวนการตรวจสอบของคณะกรรมการชุดนี้ เนื่องจากทราบมาว่าจะไม่มีการผ่าเครื่องพิสูจน์ โดยอ้างว่าเครื่องมีราคาแพงและการตรวจสอบประสิทธิภาพของเครื่อง โดยใช้ระบบดับเบิ้ลบลายด์ พบว่ามีการลดจำนวนการซ่อนระเบิดและสารเสพติดลงเหลือเพียง 4 จุด ซึ่งการที่กมธ.ตรวจสอบเรื่องนี้ ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่กองทัพไทย แต่อยากตรวจสอบว่าทำไมบริษัทผู้จำหน่ายตบตาคนไทยได้อย่างไร



นายวัชระกล่าวว่า กมธ.จะให้เวลาคณะกรรมการทดสอบฯ ทบทวนการตรวจสอบเครื่องระยะหนึ่ง หากยังไม่มีการผ่าเครื่องพิสูจน์ กมธ.จะตั้งโต๊ะรับบริจาคจากประชาชนเพื่อรวบรวมเงินในการซื้อเครื่องจีที 200 หรืออัลฟ่า 6 เพื่อนำมาให้นักวิทยาศาสตร์ของไทยผ่าพิสูจน์เอง นอกจากนี้ กมธ.ยังจะตรวจสอบการจัดซื้อบอลลูนตรวจการณ์ 350 ล้านบาทของกองทัพบกด้วย เพราะถือเป็นยุทโธปกรณ์ที่ย้อนยุคกลับไปสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยจะเชิญตัวแทนกองทัพบกมาชี้แจงต่อไป

_________________
คลิกเส้นทางไปหาเว็บ Http://RedCyberClub.Co.Cc


อ่านวิธีการดาวน์โหลดไฟล์จากเว็บฝากไฟล์ทั่วๆไป


dimistry
Admin

จำนวนข้อความ : 808
Join date : 18/09/2009
ที่อยู่ : France

ดูข้อมูลส่วนตัว http://http:redcyberclub.co.cc

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ข่าว 11 กพ 53

ตั้งหัวข้อ by dimistry on Thu Feb 11, 2010 8:10 pm

อัยการสั่งไม่ฟ้อง"แก๊งค้าอาวุธสงคราม"อ้างไม่เป็น ประโยชน์ต่อความสัมพันธ์ระหว่างปท.เตรียมส่งตัวกลับ


อัยการมองความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นหลัก สั่งไม่ฟ้อง "แก๊งค้าอาวุธสงคราม" ปล่อยตัวส่งกลับประเทศดำเนิน อ้างเหตุหากสั่งฟ้องไม่เกิดประโยชน์ต่อไทย มั่นใจตอบคำถามสังคมได้

ราชทัณฑ์ ประสานสน.ประชาชื่นรับตัวผู้ต้องหาขนอาวุธ



เมื่อวันที่ 11 ก.พ. นายชาติชาย สุทธิกลม อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยถึงขั้นตอนการปล่อยตัวผู้ต้องหาคดีลักลอบขนอาวุธสงครามผ่านประเทศไทย ภายหลังอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง ว่า อัยการจะต้องขอหมายปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 จากศาลอาญา นำมาแสดงต่อเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครเพื่อดำเนินการปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 รายเป็นอิสระ แต่คดีนี้ผู้ต้องหาถูกอายัดตัวฐานเข้าเมืองโดยไม่ได้รับอนุญาต ดังนั้นหลังการนำตัวออกจากเรือนจำ ตำรวจสน.ประชาชื่นจะมารับตัวผู้ต้องหานำส่งให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ผลักดันออกนอกประเทศต่อไป


นายชาติชาย กล่าวเพิ่มเติมว่า เรือนจำมีนโยบายเร่งปล่อยตัวผู้ต้องหาให้ได้ภายในวันที่ศาลมีคำสั่ง ดังนั้นหากอัยการนำหมายปล่อยตัวผู้ต้องหาจากศาล มาส่งให้เรือนจำได้ภายในวันนี้ (11 ก.พ.) นายโสภณ ธิติธรรมพฤกษ์ ผบ.เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ก็จะเตรียมความพร้อมในการตรวจสอบผู้ต้องขังตามหมายปล่อย



อัยการสั่งไม่ฟ้อง5ผู้ ต้องหา เหตุแค่จอดเครื่องบินเติมน้ำมัน



ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 11 กุมภาพันธ์ ที่ห้องประชุม 100 ปี สำนักงานอัยการสูงสุด นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร ในฐานะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด และนายกายสิทธิ์ พิศวงปราการ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีอาญา ร่วมกันแถลงกรณีอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้อง 5 ผู้ต้องหาแก๊งค้าอาวุธสงครามประกอบด้วย


นายอิสยาส อิสวาคอฟ ( IIyas Issakov ) อายุ 56 ปี สัญชาติคาซัคสถาน นักบินที่ 1 , นายวิคเตอร์ อับดุลลายัฟ (Viktor Abdullayev) อายุ 58 ปี สัญชาติคาซัคสถาน เนวิเกเตอร์ , นายมิคคาอิล พีทูคู (Mikhail Petukou) อายุ 54 ปี สัญชาติเบลารุส ช่างเครื่องยนต์ , นายอเล็กซ์ซานดะ ไซร์บาเนฟ (Alexandr Zrybnev) อายุ 53 ปี สัญชาติ คาซัคสถาน ช่างเทคนิค และนายวิทาลี ชุมคอบ (Vitaliy Shunkov) อายุ 54 ปี สัญชาติคาซัคสถาน นักบินที่ 2 ที่ถูกจับกุมได้ขณะนำเครื่องบินบรรทุกอาวุธสงครามร้ายแรงลงจอดที่สนามบิน ดอนเมือง เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2552 ที่ผ่านมา และถูกแจ้งข้อหากระทำผิด พ.ร.บ.ศุลกากร ,พ.ร.บ.อาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน พ.ศ.2490, พ.ร.บ.ยุทธภัณฑ์ พ.ศ.2530 , พ.ร.บ.การเดินอากาศไทย พ.ศ. 2479


นายธนพิชญ์กล่าวว่า สำนักงานอัยการพิจารณาแล้ว เห็นว่า กรณีนี้กล่าวหาผู้ต้องหาทั้งห้า ขนอาวุธสงครามผ่านแผ่นดินไทย โดยไม่ได้หมายความความว่าอาวุธดังกล่าวเตรียมนำมาใช้ในราชอาณาจักรไทย แต่ผู้ต้องหาทั้งห้า มีความจำเป็นนำเครื่องบินขนอาวุธลงจอด เพื่อเติมน้ำมัน เห็นว่าผู้ต้องหาทั้งห้าเป็นชาวต่างชาติ ซึ่งตามมติ UNSC ที่ 1874 (2009) มิได้ระบุให้ดำเนินการกับลูกเรือ ประกอบกับประเทศคาซัคสถาน และเบลารุส ได้ยีนคำร้องผ่านกระทรวงการต่างประเทศไทยปล่อยตัวผู้ต้องหากับไปดำเนินการ สอบสวนตามกฎหมายตามประเทศเจ้าของสัญชาติ


เห็นว่าการดำเนินคดีกับผู้ต้องหาทั้งห้าในประเทศไทย อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธไมตรีต่อประเทศ อีกทั้ง การฟ้องคดีนี้ก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะของราชอาณาจักรไทย ดังนั้น อัยการจึงมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้งห้าในทุกข้อกล่าวหา ตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุดว่าด้วยการดำเนินคดีอาญาของพนักงานอัยการ พ.ศ.2547 ข้อ 78 และของกลางในคดีให้พนักงานสอบสวนจัดการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 85 ส่วนการส่งมอบผู้ต้องหาให้กับประเทศเจ้าของสัญชาติจะเป็นไปไปตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522 ต่อไ ป


ผู้สื่อข่าวถามว่าอัยการจะตอบคำถามสังคมได้อย่างไร เพราะอาจมีการมองว่าไทยเป็นแหล่งที่พักอาวุธสงคราม นายธนพิชญ์ กล่าวว่า ในส่วนนี้ข้อเท็จจริงในสำนวนไม่ปรากฏว่า ผู้ต้องหานำอาวุธมาใช้ที่ไหน อย่างไร ดังนั้นข้อสงสัยที่ว่า ไทยเป็นแหล่งพักอาวุธสงคราม หรือผู้ก่อการร้ายคงไม่มี


เมื่อถามว่า หากในเครื่องบินเป็นยาเสพติดแทน อาวุธสงครามอัยการจะมีคำสั่งคดีเช่นนี้หรือไม่ นายกายสิทธิ์ กล่าวว่า หากเป็นยาเสพติดก็เป็นอีกกรณีหนึ่ง แตกต่างออกไป กรณีนี้เป็นเพียงเครื่องบินแวะลงมาเติมน้ำมันเท่านั้น สำหรับอาวุธสงครามของกลางก็ต้องปฏิบัติตาม ป.วิอาญา มาตรา 85 โดยใครเป็นเจ้าของก็มารับคืนไป ทั้งนี้ตามกฎหมายไทยสามารถถือครองไว้ได้ภายใน 1 ปี ระหว่างนี้หากไม่มีใครมาแสดงเป็นเจ้าของ ก็จะตกเป็นของไทย โดยเครื่องบินไม่ใช่ของกลางในคดี ส่วนผู้ต้องหาจะฟ้องกลับนั้นคงไม่มี เพราะผู้ต้องหาจะต้องถูกส่งตัวกลับไปดำเนินคดีของแต่ละคน


ผู้สื่อข่าวถามว่า ข้อกำหนด UNSC มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง นายกายสิทธิ์ กล่าวว่า เป็นข้อกำหนดที่สหประชาชาติกำหนดว่าลูกเรือทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับข้อหา เหล่านี้ห้ามดำเนินคดีเด็ดขาด ซึ่งอัยการสั่งคดีโดยยึดหลักกฎหมาย รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งต้องพิจารณาพยานหลักฐานในสำนวนผลกระทบ ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศเรา และเราจะได้อะไร เสียอะไร ประโยชน์สาธารณะ ของบ้านเราเป็นอย่างไร ซึ่งอัยการมองว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะสั่งฟ้องผู้ต้องหา แต่เราไม่ได้บอกว่าเขาไม่ผิด เพียงแต่อยากจะบอกว่า ไม่อยากฟ้องในประเทศไทย ซึ่งคำสั่งไม่ฟ้องเป็นความเห็นของตน และเรียนให้นายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุดทราบแล้ว โดยชี้ให้เห็นว่าการฟ้องไม่เกิด
ประโยชน์อะไรกับ ประเทศไทย ทั้ง ความสัมพันธ์ไมตรีระหว่างไทยกับ ทั้ง 2 ประเทศที่ทำหนังสือเข้ามาผ่าน กระทรวงการต่างประเทศไทยเพื่อขอตัวผู้ต้องหากลับไปดำเนินคดี


ต่อข้อถามว่า หากเกิดเหตุการณ์เช่นกรณีนี้อีก อัยการก็จะสั่งไม่ฟ้องเช่นเดียวกันหรือไม่ นายกายสิทธิ์ กล่าวว่าทุกสำนวนขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง พิจารณาเป็นรายไป จะเหมาคำตอบเรื่องนี้ไปใช้ในวันหน้าคงไม่ได้


ผู้สื่อข่าวถามว่า อาวุธสงครามมีอานุภาพร้ายแรง อาจเป็นอันตรายต่อประเทศไทยและคนไทย ซึ่งนายธนพิชญ์กล่าวว่า ก็เพราะอย่างนี้ เราจึงมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง เพราะมองแล้วว่า มันไม่เกิดประโยชน์กับประเทศไทย ซึ่งการสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหา ไม่ได้เป็นการผลักภาระให้ประเทศของผู้ต้องหา


ต่อข้อถามว่า เรื่องนี้เป็นนโยบายของรัฐที่ต้องการปล่อยตัวผู้ต้องหา แล้วมีคำสั่งถึงอัยการหรือไม่ นายกายสิทธ์ กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้สั่งให้อัยการปล่อยตัว เพราะไม่มีใครสั่งอัยการสูงสุดได้


เมื่อถามต่อว่า จะเป็นการเปิดช่องให้สหรัฐอเมริกาเข้ามาแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมของไทยหรือ ไม่ นายธนพิชญ์ กล่าวว่า แทรกแซงอะไรไม่ได้อยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่ออัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง ผบ.ตร. ก็สามารถทำความเห็นแย้งกลับมาได้ ซึ่งอัยการสูงสุดจะเป็นผู้ชี้ขาด แต่ระหว่างนี้ก็ต้องปล่อยผู้ต้องหาไปก่อน


ทั้งนี้ กายสิทธิ์กล่าวยอมรับว่า รู้สึกหนักใจมากที่ทำคดีนี้ เพราะต้องมาตอบคำถามต่อสังคม แต่เรามองถึงประโยชน์ของประเทศ จึงต้องสั่งไม่ฟ้อง


บ่ายวันเดียวกันนี้ พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา7 ได้ยื่นคำร้องขอยืนยันการปล่อยตัวผู้ต้องหาต่อศาลอาญา โดยระบุว่า พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 5 คน จึงขอให้ศาลได้โปรดมีคำสั่งปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 คนด้วย ศาลได้สอบถาม อัยการผู้ร้องแล้ว ซึ่งยืนยันตามคำร้องนี้ จึงให้ออกหมายปล่อย ผู้ต้องหา ตามที่ร้องขอ

_________________
คลิกเส้นทางไปหาเว็บ Http://RedCyberClub.Co.Cc


อ่านวิธีการดาวน์โหลดไฟล์จากเว็บฝากไฟล์ทั่วๆไป


dimistry
Admin

จำนวนข้อความ : 808
Join date : 18/09/2009
ที่อยู่ : France

ดูข้อมูลส่วนตัว http://http:redcyberclub.co.cc

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ข่าว 11 กพ 53

ตั้งหัวข้อ by dimistry on Thu Feb 11, 2010 8:12 pm

มาร์ คจี้สอบเพิ่มอีก ภูธร1,4,6 ผบช.ภ.1โต้ผกก.ร้อง
"พตอ.- พตท."แห่ เข้าพึ่งกมธ.สภา ก.ตร.ถกศุกร์นี้ เทือกซักปมเซ็งลี้ อัศวินจ่อ"สบ10"



ผบช.ภาค 1 โต้ถูกร้องเรียนโยกย้าย ระบุการแต่งตั้งของภาค 1 ทำในรูปคณะกรรมการ ไม่มีการวิ่งเต้นซื้อขาย ผกก.และรองผกก.ที่มาร้องเรียนก็มีเหตุผลในการโยกย้าย ขณะที่ "มาร์ค" อ้างได้รับร้องเรียนเพิ่มอีกเรื่องย้ายตร.อีก 3 ภาคคือ 1,4 และ 6 แต่ยอมรับทุกภาคมีปัญหา ถ้าไม่หนักหนาก็ให้ สตช.จัดการ ลั่น"ไม่เคยมีปัญหากับใคร" "สุเทพ" ยันการเมืองไม่แทรกแซงโผ-การทำ งานตำรวจ เตรียมซักในที่ประชุม ก.ตร.12 ก.พ. ถึงเบื้องหลังเซ็งลี้เก้าอี้ เผยประชุมก.ตร.เตรียมขอกำหนดตำแหน่ง สบ 10 ให้"อัศวิน ขวัญเมือง" เพื่อขยับเป็นพล.ต.อ. และรับรองมติ 3 นายพลไม่ผิดเข้ารับราชการ ขอขยายเวลาการแต่งตั้งระดับรองผบก.-สว.หลังมีปัญหาบางบช.ถูกรื้อคำสั่ง

เมื่อ วันที่ 10 ก.พ. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี พล.ต.อ. ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการผบ.ตร. มีคำสั่งย้าย พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ สุริโย ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 (ผบช.ภ.2) มาช่วยราชการในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ว่า ในส่วนของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีการร้องเรียนการวิ่งเต้นซื้อขาย ตำแหน่งนั้น กำลังทำงานอยู่ เข้าใจว่าที่มีการออกคำสั่งในครั้งนี้ เป็นเรื่องของการไปตรวจพบความไม่ถูกต้องของคำสั่งโยกย้าย เพราะฉะนั้นก็เป็นเรื่องของพล.ต.อ. ปทีป ที่ต้องแก้ไขให้ถูกต้อง

เมื่อ ถามว่าเป็นการสั่งระงับเลยใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า คำสั่งมันไม่ชอบ เท่าที่ตนทราบผู้ที่มีอำนาจต่างๆ ที่ต้องลงชื่อไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ในส่วนของภาคอื่นๆ ที่มีลักษณะว่าเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบนั้นยังไม่เห็น มีแต่เรื่องร้องเรียน งานของคณะกรรมการที่มี พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เป็นประธานนั้น จะมีทั้งการตรวจสอบในบช.ภ.2 บช.ภ.1 และบช.ภ.4 เมื่อถามว่าบช.ภ.1 และบช.ภ.4 นั้นปัญหาคล้ายคลึงกับบช.ภ.2 หรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า พฤติกรรมมีทั้งเหมือนและต่าง แต่ความหนักเบาอาจจะต่างอยู่บ้าง แต่เท่าที่ตนได้พูดคุยกับพล.ต.อ.วสิษฐ ท่านยืนยันว่าสำหรับบช.ภ.2 น่าจะเสร็จได้เร็ว แต่บังเอิญทราบว่ามีการไปตรวจพบความไม่ถูกต้องของคำสั่งด้วย

ผู้สื่อ ข่าวถามว่า ผลการสอบสวนของคณะกรรมการชุดของพล.ต.อ.วสิษฐ จะมีผลเทียบเท่ากับกรรมการชุดของ น.พ.บรรลุ ศิริพานิช กรณีกระทรวงสาธารณสุขหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมายตำรวจ ซึ่งจะมีขั้นตอนการสืบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้น ก็จะมีสถานะตามกฎหมาย เมื่อถามว่าถ้าพบว่ามีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องการจัดการจะทำเช่นเดียว กันหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ต้องดูผลการรายงานของคณะกรรมการมาก่อน เมื่อถามว่าสำหรับกองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ทราบว่ามีการร้องเรียนเข้ามามากเช่นกัน เหตุใดจึงไม่มีความเคลื่อนไหวการตรวจสอบ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เรื่องร้องเรียนมีเข้ามาหมด แต่เรากลั่นกรองว่าเรื่องไหนมีความชัดเจนและหนักหนากว่าก็จะใช้ระบบกรรมการ ส่วนที่เหลือก็ส่งให้ทางสตช.ไปตรวจสอบ

ต่อข้อถามว่าแสดงว่าเป็นไปได้ ที่การแต่งตั้งตำรวจครั้งนี้อาจจะมีการรื้อทั้งหมด นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เวลานี้ยังไม่ไปถึงขั้นนั้น เรามอบหมายให้ทางสตช.ตรวจสอบในกรณีที่มีการร้องเรียนมา แต่ไม่ได้หนักหน่วงมาก จุดไหนที่หนักก็จะให้กรรมการเป็นคนดู เมื่อถามว่าให้ตำรวจสอบสวนกันเองจะได้ผลหรือ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า เราดูและแยกแยะแล้วว่าส่วนไหนน่าจะยังใช้ระบบภายในของสตช.ได้ก็ไม่น่าจะมี ปัญหา

ผู้สื่อข่าวถามว่ารู้สึกอย่างไรเพราะตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่ง นายกฯ มีปัญหากับตำรวจมาตลอด โดยเฉพาะตำแหน่งผบ.ตร. ที่ยังไม่ยอมจบ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า "ผมไม่ได้มีปัญหากับใคร"

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการย้ายผบช.ภ.2 โดยแต่งตั้งพล.ต.ท.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วยผบ.ตร. ไปรักษาราชการแทนและสั่งรื้อโผโยกย้ายใหม่ให้เสร็จก่อนวันที่ 16 ก.พ. ว่า เป็นเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติของตำรวจ

เมื่อถามว่าแต่ดูเหมือน จะเป็นการตอกย้ำว่ามีฝ่ายการเมืองเข้าไปแทรกแซงการทำงานของตำรวจ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนยังไม่ได้ไปทำอะไร ยืนยันว่าไม่เกี่ยวกับการเมือง ถ้าการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้ายไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์กติกา ผบ.ตร.สามารถดำเนินการได้ เมื่อถามว่าเข้าไปตรวจสอบถึงสาเหตุหรือไม่ว่า เหตุใดจึงมีการโยกย้ายในช่วงเวลานี้ นายสุเทพกล่าวว่า วันที่ 12 ก.พ. ซึ่งมีการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) จะมีถามในที่ประชุมเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าที่มาที่ไปเป็นอย่างไร เท่าที่ตนทราบเรื่องนี้มีการร้องเรียนไปถึงนายกรัฐมนตรี จึงมีคำสั่งแต่งตั้งพล.ต.อ.วสิษฐ เป็นประธานตรวจสอบ ซึ่งรู้เรื่องของตำรวจเป็นอย่างดี ก็ถือว่ามีความเหมาะสม

ผู้สื่อ ข่าวถามว่า จากการสั่งสอบเจ้าหน้าที่ตำรวจจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของรัฐบาลหรือไม่ นายสุเทพกล่าวว่า ไม่เป็นปัญหา ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ทหาร พลเรือน ต้องรู้ตัวว่าเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และของประชาชน มีหน้าที่ปฏิบัติงานให้ดีที่สุด จะให้สิ่งใดมากระทบทำให้จิตใจวอกแวกไม่ได้

พล.ต.ท .ฉัตรชัย โปตระนันทน์ รองจเรตำรวจแห่งชาติ (รองจตช.) กล่าวว่า วันนี้เพิ่งได้รับคำสั่งจากรรท.ผบ.ตร. ตั้งตนเป็นประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง กับ พล.ต.ท. เกรียงศักดิ์ กรณีการแต่งตั้งสว.-รองผบก. ที่ผ่านมา ประเด็นในการสืบสวนจะดูว่าการแต่งตั้งดำเนินไปตามกฎเกณฑ์ ระเบียบวิธีการที่ตร.กำหนดหรือไม่ อะไรที่ต้องทำได้ทำตามหรือไม่ และอะไรที่ห้ามไว้มีการละเมิดหรือไม่ แต่เปิดเผยไม่ได้ว่าเป็นประเด็นไหน จะใช่เรื่องเกี่ยวกับคณะกรรมการคัดเลือกหรือบอร์ดกลั่นกรอง หรือการยกเว้นหลักเกณฑ์ 2 ปีในการแต่งตั้งหรือไม่ ตราบใดที่ยังไม่ได้ตรวจสอบยังไม่อยากพูดอะไรไปก่อน

พล.ต.ท.ฉัตรชัย กล่าวว่า ภายในสัปดาห์นี้จะเชิญคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงทั้งหมด มาหารือวางแนวทางกัน ว่าจะสืบสวนประเด็นไหนอย่างไรบ้าง โดยตามปกติจะมีกรอบเวลาไม่เกิน 60 วัน แต่เรื่องนี้สังคมให้ความสนใจ จึงจะเร่งให้เร็วที่สุด และเร็วๆ นี้จะเรียกพล.ต.ท. เกรียงศักดิ์ และผู้ที่เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล

วันเดียวกัน พล.ต.ท.อาจิณ โชติวงศ์ ผบช. ก.ตร. ได้ทำหนังสือเวียนเชิญประชุมคณะกรรม การข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 1/2553 ในวันที่ 12 ก.พ. เวลา 12.00 น. ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 2 อาคาร 1

สำหรับวาระการประชุมก.ตร.ที่น่าสนใจ ได้แก่ วาระที่ 4 เรื่องที่เสนอเพื่อพิจารณา เรื่องที่ 3 สำนักงานป.ป.ช.ขอสำเนารายงานการประชุมก.ตร. เรื่องที่ 4 คณะกรรมการป.ป.ช. ขอมติและความเห็นของคณะอนุกรรมการก.ตร. และก.ตร. เรื่องที่ 6 การแต่งตั้งข้าราชการตำรวจดำรงตำแหน่งระดับสารวัตรถึงรองผู้บังคับการวาระ ประจำปี 2552 (การขยายระยะเวลาการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ) และเรื่องที่ 7 การกำหนดตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ 10) นอก จากนี้ยังมีวาระการกำหนดให้ตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ 10) ด้านการปราบปราม และด้านความมั่นคงและกิจการพิเศษ ซึ่งเดิมเป็นตำแหน่งเฉพาะตัวให้เป็นตำแหน่งถาวร

นอกจากนั้น ยังมีวาระการพิจารณาจัดที่นั่งในที่ประชุมก.ตร.ให้เป็นไปตามลำดับอาวุโส เนื่องจาก พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ รองผบ.ตร. ได้ทำหนังสือถึงเลขานุการก.ตร.ให้จัดที่นั่งในที่ประชุมใหม่ให้เหมาะสมกับ ลำดับอาวุโสซึ่งพล.ต.อ.เพรียวพันธ์ระบุว่า ตนเป็นรองผบ.ตร.อาวุโสอันดับ 1 เดิมทีจะนั่งติดกับเลขาฯก.พ.ถัดจากผบ.ตร.และประธานก.ตร. แต่ภายหลังเมื่อพล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี มาดำรงตำแหน่งรองผบ.ตร.ตำแหน่งหลัก ทำให้สำนักงานก.ตร.จัดที่นั่งให้พล.ต.อ.วิเชียร นั่ง ในที่นั่งรองผบ.ตร.อาวุโสอันดับ 1 แทนที่พล.ต.อ.เพรียวพันธ์

ข่าว แจ้งว่า สำหรับการขอกำหนดตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ 10) นั้นคาดว่าจะเปิดให้ พล.ต.ท. อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ช่วยผบ.ตร. ซึ่งล่าสุดพล.ต.อ.ปทีปส่งไปดูแลการแต่งตั้งโยกย้ายในบช.ภ.2 แทนพล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ที่ถูกย้าย ซึ่งเป็นที่คาดการณ์กันว่าหาก พล.ต.ท.อัศวินได้ขึ้นเป็นที่ปรึกษา (สบ 10) ซึ่งเป็นตำแหน่งเทียบเท่ารองผบ.ตร. จะมีโอกาสได้รับพิจารณาให้ดำรงตำแหน่งผบ.ตร. คนต่อไป เพราะที่ผ่านมา พล.ต.ท.อัศวินได้รับความไว้วางใจอย่างสูงจากนายอภิสิทธิ์ ให้รับผิดชอบคดีสำคัญๆ ขณะเดียวกัน พล.ต.ท.อัศวินจะเกษียณอายุราชการในปี 2554 จึงมีโอกาสสูงที่จะได้รับการพิจารณาเป็นผบ.ตร.

สำหรับเรื่องที่ คณะกรรมการป.ป.ช.ขอมติ และความเห็นของคณะอนุกรรมการก.ตร.และ ก.ตร. นั้นเป็นเรื่องที่ก.ตร.ต้องรับรองมติผลการประชุมครั้งที่ผ่านมา กรณีเกี่ยวกับเรื่องการพิจารณาให้การอุทธรณ์ของ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ อดีตผบ.ตร. พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผบช.ภ.4 และพล.ต.ต.เพิ่มศักดิ์ ภราดรศักดิ์ อดีตผบก.จว.อุดรธานี กรณีสลายการชุมนุมฟังขึ้น ให้รับกลับเข้ารับราชการตำรวจ

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมาธิการการตำรวจ สภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณากรอบหลักเกณฑ์การโยกย้ายข้าราชการตำรวจ ระดับสารวัตร-รองผบก. ทั่วประเทศ มีนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน ส.ส.ประจวบ คีรีขันธ์ พรรคประชาธิปัตย์ ประธานคณะกรรมาธิการ เป็นประธานที่ประชุม

นายเฉลิมชัยให้สัมภาษณ์ว่า แม้จะมีการย้ายผบช.ภ.2 ไปช่วยราชการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติแล้วก็ตาม แต่ตนและกมธ.ตำรวจทั้งคณะยืนยันว่าจะทำหน้าที่ตรวจสอบข่าวการวิ่งเต้นซื้อ ขายตำแหน่งในการโยกย้ายข้าราชการตำรวจต่อไป เพราะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวนมากได้ยื่นเรื่องร้องเรียนเข้ามายังคณะ กรรมาธิการ ซึ่งมีหลักฐานพยานบางส่วนในเบื้องต้นแล้ว ทราบว่ายังมีการร้องเรียนเข้ามาเกี่ยวกับการแต่งตั้งโยกย้ายในกองบัญชาการ ตำรวจภูธรภาค 1 และภาค 4 เพิ่มเติม ยืนยันว่าสำหรับตนถ้าไม่มีข้อมูลและพยานหลักฐานในมือก็จะยังไม่ด่วนสรุป ทุกอย่างต้องชัดเจน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการประชุมมีเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับผู้กำกับการและสารวัตรเข้ามาร้อง เรียนกมธ.ตำรวจเป็นระยะ เช่น พ.ต.อ. ฐานุพงศ์ พรมสวัสดิ์กุล ผกก.สภ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี และพ.ต.ท.เศรษฐกรณ์ ชัยวีระวงศ์ สวญ.สภ.สวนพริกไทย จ.ปทุมธานี สังกัดกองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ซึ่งถูกโยกย้ายออกจากตำแหน่ง

นอกจากนี้ยังมี พ.ต.ท.กิตติพงศ์ อุบลบาน สวญ.สภ.คลองสิบสอง จ.ปทุมธานี ร้องเรียนว่าตนถูกโยกย้ายไปดำรงตำแหน่ง รองผกก.ป.สภ. รัตนบุรี จ.สุรินทร์ โดยผู้บังคับบัญชาให้เหตุผลว่าการประกวดโรงพักเพื่อประชาชน ของผบช.ภ.1 โรงพักของตนส่งเป็นรายสุดท้าย แต่ก็เห็นว่ามีบางส่วนไม่ได้ส่งประกวด แต่กลับได้รับการแต่งตั้งไปดำรงตำแหน่งที่ดี จึงเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

ด้านพล.ต.ท.กฤษฎา พันธุ์คงชื่น ผบช.ภ.1 ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า การแต่งตั้งของ บช.ภ.1 ดำเนินไปในรูปของคณะกรรมการ มีการแต่งตั้งโยกย้ายอย่างเป็นธรรม ไม่มีการวิ่งเต้นซื้อขายตำแหน่งโดยเด็ดขาด กรณีของ พ.ต.อ.ฐานุพงศ์ก็มีปัญหาถูกร้องเรียน ส่วน พ.ต.ท.เศรษฐกรณ์ก็ได้รับการประเมินโรงพักอยู่ในที่รองบ๊วย

เวลา 19.00 น. ที่บ้านพิษณุโลก นายอภิสิทธิ์ เดินทางไปร่วมหารือกับคณะกรรมการสอบ สวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการร้องเรียนซื้อขายตำแหน่งแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจ ระดับสารวัตร-รองผบก. ซึ่งมีพล.ต.อ.วสิษฐ เป็นประ ธาน ซึ่งคณะกรรมการประชุมกันตั้งแต่ช่วงเย็นแล้ว โดยนายอภิสิทธิ์ร่วมหารือประมาณ 40 นาที จากนั้นได้เดินทางกลับออกไป โดยคณะกรรมการยังคงหารือต่อ

พล.ต.อ.วสิษฐ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า ขณะนี้ตนได้รับคำสั่งให้ขยายผลการสอบการซื้อขายตำแหน่ง ตั้งแต่ผบช.ภ.1-4 ในส่วนของกรอบเวลายังเป็นเช่นเดิม จะรู้ผลภายใน 7 วัน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีบุคคลส่งเอกสารซึ่งเป็นข้อมูลเข้ามาจำนวนมาก มีทั้งระบุชื่อและไม่ระบุชื่อ เมื่อถามว่าข้อมูลที่ส่งมาสามารถดำเนินการอะไรได้หรือไม่ พล.ต.อ.วสิษฐ กล่าวว่า ยังบอกอะไรไม่ได้ ต้องรอมติของที่ประชุมก่อน

วันเดียวกัน ที่บ้านพักผบช.ภ.2 อ.เมือง จ.ชลบุรี มีการจัดงานคล้ายวันเกิดของพล.ต.ท. เกรียงศักดิ์ อายุครบ 58 ปี โดยนิมนต์พระสงฆ์จากวัดเนินสุทธาวาส 9 รูป ทำบุญเลี้ยงพระ บรรยากาศภายในงานค่อนข้างเงียบเหงา มีตำรวจผู้ใต้บังคับบัญชาประมาณ 20 คน มีก๋วยเตี๋ยว 1 ร้าน และข้าวมันไก่ 1 ร้าน มาทำอาหารเลี้ยง ซึ่งเมื่อปีที่ผ่านมา เนืองแน่นไปด้วยแขกและร้านอาหาร ส่วนพล.ต.ท.เกรียงศักดิ์เก็บตัวเงียบไม่ออกมาจากบ้าน

ผู้ใกล้ชิดพล .ต.ท.เกรียงศักดิ์ รายหนึ่ง กล่าวว่า พล.ต.ท.เกรียงศักดิ์ กล่าวถึงการถูกโยกย้ายว่า ตัวเองยังไม่ทำความผิด อีกทั้งยังไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนแต่อย่างใด นอกจากนี้ในการแต่งตั้งรอง ผบก.-ส.ว. นั้นเป็นอำนาจหน้าที่ของผู้บัญชาการ ไม่เกี่ยวกับรองผู้บัญชา การ แต่เมื่อถูกคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาก็พร้อมที่จะปฏิบัติตาม

ผู้สื่อ ข่าวรายงานว่า สำหรับกรณีของพล.ต.ท. เกรียงศักดิ์ นั้น จากการสอบสวนยังไม่สรุปว่าเป็นเรื่องการซื้อขายตำแหน่ง แต่สาเหตุที่ถูกโยกย้ายมาจากการออกคำสั่งที่ผิดหลักเกณฑ์ เพราะคำสั่งที่ออกมา ไม่ได้รับการรับรองจากรองผบช.ภาค 2

เวลา 20.45 น. นายอภิสิทธิ์ให้สัมภาษณ์ถึงการหารือกับคณะกรรมการว่า ตนไปพบเพื่อเพียงทำความเข้าใจกับคณะกรรมการ เพราะตอนนี้สิ่งที่คณะกรรมการรับผิดชอบคือการ ตรวจสอบตำรวจภูธรภาค 1, 2, 4, 6 ที่มีการร้องเรียนเข้ามา และตนเล่าให้ฟังถึงที่มาที่ไปของการตั้งคณะกรรมการชุดนี้เพื่อมาดูแลการร้อง เรียนที่มีน้ำหนักเพียงพอ และสิ่งที่เห็นว่าอาจไม่เหมาะสมที่จะให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ตรวจสอบภายใน จึงให้คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเบื้องต้นและคณะกรรม การเข้าใจภารกิจ รวมทั้งมั่นใจว่าสามารถทำงาน ได้เต็มที่ หากมีอุปสรรคใดๆ ก็ขอรับการสนับ สนุนจากรัฐบาลได้ โดยมีพล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองเลขาธิการนายกฯ เป็นผู้ประสานงาน ส่วนกรอบเวลาที่กำหนดไว้นั้นตนอยากให้ทุกอย่างชัดเจนก่อนวันที่ 16 ก.พ. ซึ่งคณะกรรม การหนักใจเล็กน้อย แต่ก็เข้าใจเเละจะทำ ให้ดีที่สุดอย่างไรก็ตามตอนนี้ยังมีข้อมูลร้องเรียน เข้ามาเรื่อยๆ ทั้งนี้ จะดูว่าข้อมูลนั้นๆ จะส่งให้คณะกรรมการหรือ สตช.นั้นก็แล้วแต่กรณี

"จาก ข้อมูลมีบางส่วนระบุถึงฝ่ายการเมืองแต่ผมไม่ขอลงรายละเอียดว่าเป็นใครและ อย่างไร เพราะเป็นสิ่งที่คณะกรรมการต้องตรวจสอบ และผมตอบล่วงหน้าไม่ได้ว่าผลจะเป็นเช่นใด แต่ผมบอกคณะกรรมการไปว่าสามารถดำเนินการได้เต็มที่ตามข้อเท็จจริงหากยึดข้อ เท็จจริง หลักการ เหตุผล ทุกอย่างจะเดินหน้าไปได้และเราให้อิสระเต็มที่" นายกฯ กล่าว และว่า ตนไม่ได้เปิดดูข้อร้องเรียนด้วยตัวเอง เพราะเมื่อส่งข้อมูลเข้ามาส่งต่อให้คณะกรรมการ ซึ่งการพบพล.ต.อ.วสิษฐเมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา พล.ต.อ.วสิษฐมั่นใจว่าผลการสอบสวนบช.ภ.2 จะเสร็จทันกรอบเวลา 7 วัน และภาคอื่นๆ นั้นวันนี้เพิ่งพบกับคณะกรรมการและบางภาคที่ส่งให้ในวันนี้อาจไม่ทัน ก็ขอให้คณะกรรมการเสนอความเห็นมาว่าจะทำอย่างไร

เมื่อถามว่าตัวเลข การร้องเรียนมีเท่าใด นายกฯ กล่าวว่า ไม่ขอลงรายละเอียด
http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROd01ERXdNVEV4TURJMU13PT0=&sectionid=TURNd01RPT0=&day=TWpBeE1DMHdNaTB4TVE9PQ==

_________________
คลิกเส้นทางไปหาเว็บ Http://RedCyberClub.Co.Cc


อ่านวิธีการดาวน์โหลดไฟล์จากเว็บฝากไฟล์ทั่วๆไป


dimistry
Admin

จำนวนข้อความ : 808
Join date : 18/09/2009
ที่อยู่ : France

ดูข้อมูลส่วนตัว http://http:redcyberclub.co.cc

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: ข่าว 11 กพ 53

ตั้งหัวข้อ by dimistry on Thu Feb 11, 2010 8:17 pm

"กรณ์" ทุ่ม 3 พันล้านแจกบ้านมั่นคง


"กรณ์" ทุ่มงบไทยเข้มแข็ง "บ้านมั่นคง" 3 พันล้านบาท สินเชื่อหว่านชุมชนทั่วประเทศ เผยปี 54-55 เล็งจัดงบให้อีกเท่าตัว

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า ในวันที่ 12 ก.พ.นี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานในพิธีมอบเงินให้สินเชื่อจำนวน 3,000 ล้านบาท ซึ่งจัดสรรจากแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 เพื่อสมทบกับกองทุนที่ดินของชุมชนในการดำเนินการพัฒนาที่อยู่อาศัย หรือโครงการบ้านมั่นคง ที่จะคิดดอกเบี้ย 4% ระยะเวลาผ่อนชำระ 15 ปี โดยจัดสรรผ่านสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. ซึ่งส่วนใหญ่จะใช้สำหรับการปลูกสร้างที่อยู่อาศัยใหม่ และซื้อที่ดินบางส่วน

สำหรับพิธีดังกล่าว จะมีชุมชนเข้าร่วมรับสินเชื่อ 81 โครงการ 6,280 ครัวเรือน ซึ่งแบ่งได้ 8 กลุ่ม ได้แก่ กรุงเทพ 16 ชุมชน ปริมณฑล 12 ชุมชน ภาคตะวันออก 9 ชุมชน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 9 ชุมชน ภาคเหนือ 8 ชุมชน ภาคกลางตอนบน 8 ชุมชน ภาคตะวันตก 8 ชุมชน และภาคใต้ 14 ชุมชน โดยในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา นับตั้งแต่รัฐบาลได้ตกลงอนุมัติวงเงินสินเชื่อ 3,000 ล้านบาท ให้แก่ พอช. ซึ่งทาง พอช. ได้อนุมัติสินเชื่อพัฒนาที่อยู่อาศัยที่จะใช้งบประมาณจากแผนปฏิบัติการไทย เข้มแข็งไปแล้วเป็นวงเงิน 928.60 ล้านบาท จำนวน 6,280 ครัวเรือน และอยู่ในระหว่างดำเนินการอีก 2,079 ครัวเรือน วงเงินสินเชื่อ 388.38 ล้านบาท

นายกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลจะให้คำมั่นว่าจะจัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการบ้านมั่นคงโดยใส่ไว้ในงบ ประมาณรายจ่ายประจำปี 2554-2555 รวมอีก 3,000 ล้านบาท เพื่อให้โครงการดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งอีก 3 ปีข้างหน้าจะมีครัวเรือนได้ประโยชน์จากโครงการนี้ 3.2 หมื่นครัวเรือน หรือเป็นประชากรนับกว่าแสนคน

อย่างไรก็ดี โครงการบ้านมั่นคงนี้ จะใช้แนวทางการจัดสรรเงินกองทุนชุมชนซึ่งบริหารโดยชุมชนเองในการจัดการ ที่ดินและพัฒนาที่อยู่อาศัยในชุมชนที่เป็นชุมชนแออัด โดยเงินกองทุนส่วนหนึ่งจะมาจากการออมทรัพย์ของชุมชนเอง ขณะที่เงินสินเชื่อจะเป็นเงินสมทบเพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการดำเนินการ มากขึ้น ทั้งนี้ จะมีสัดส่วนเงินสินเชื่อต่อเงินกองทุนประมาณ 20% ต่อ 80%

นายกรณ์ กล่าวด้วยว่า ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ที่อยู่ระหว่างพิจารณาขณะนี้ รัฐบาลได้จัดสรรสำหรับด้านสังคมมากพอสมควร โดยยอมรับว่ามองไประยะข้างหน้าจะเป็นภาระที่หนักสำหรับรัฐบาล ซึ่งขณะนี้ตนอยู่ระหว่างทำประมาณการรายจ่ายรัฐบาลในระยะ 10 ปีข้างหน้า จากเดิมที่กระทรวงการคลังไม่เคยทำ ทั้งนี้ จากประมาณการรายได้ปีงบประมาณ 2554 ที่ 1.65 ล้านล้านบาทนั้น จะใช้สำหรับรายจ่ายประจำถึง 1.63 ล้านล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ และมีจำนวนหลายแสนล้านบาทใช้ในการดูแลประชาชนผู้ด้อยโอกาส เช่น เรียนฟรี เบี้ยผู้สูงอายุ เบี้ยคนพิการ เบี้ย อสม. และค่ารักษาพยาบาล เป็นต้น

_________________
คลิกเส้นทางไปหาเว็บ Http://RedCyberClub.Co.Cc


อ่านวิธีการดาวน์โหลดไฟล์จากเว็บฝากไฟล์ทั่วๆไป


dimistry
Admin

จำนวนข้อความ : 808
Join date : 18/09/2009
ที่อยู่ : France

ดูข้อมูลส่วนตัว http://http:redcyberclub.co.cc

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ