มันสายไปแล้วล่ะ..สำหรับ ยอดคนอย่าง พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป Go down

มันสายไปแล้วล่ะ..สำหรับ ยอดคนอย่าง พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา

ตั้งหัวข้อ by RED LETTER on Tue Mar 16, 2010 6:15 pm

...คำสารภาพ จาก ผกก.ภาคใต้อีกคน พ.ต.อ.นฤชา สุวรรณลาภา...
มันสายไปแล้ว..ครับท่าน
กับ
ความเสียใจและความช่วยเหลือแก่ พ.ต.อ.สมเพียร..

ผมได้รับข่าวทางโทรศัพท์มือถือเมื่อเวลา ๑๐.๕๗ น.และ ๑๐.๕๙ น.ของวันนี้ (๑๓ มี.ค.๕๓) ทางสำนักข่าวไอเอ็นเอ็นความว่านายกพร้อมช่วย ผกก.บันนังสตา และสำนักงานตำรวจแห่งชาติเลื่อนยศ ๗ ขั้น พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ผกก.สภ.บันนังสตา ชดเชย ๑.๘ ล้าน และต้องมีคนรับผิดชอบโยกย้าย
เหมือนจะดูดีในความห่วงใย
เหมือนจะต้องขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง
แต่สำหรับผมและตำรวจในจังหวัดชายแดนภาคใต้...คงไม่
เพราะมันไม่ได้มีค่าอะไรเมื่อนักรบของชาติคนหนึ่งที่เฝ้ารอและมีความหวังที่จะได้รับความเมตตา ความปรารถนาดีเรื่องการตอบแทนให้กับเขาจากผู้บังคับบัญชา..เขาได้ตายจากพวกเราไปเสียแล้ว
และในความเป็นจริง..หากเขาลุกขึ้นมาพูดได้ เขาก็คงไม่อยากได้แล้ว


อ้างอิงจาก.... http://sites.google.com/site/panaraepolice/3-1




_________________
คลิกเพื่อกลับไปหน้าแรก ของ Website RedCyberClub
www.redcyberclub.co.cc

RED LETTER

จำนวนข้อความ : 266
Join date : 24/09/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: มันสายไปแล้วล่ะ..สำหรับ ยอดคนอย่าง พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา

ตั้งหัวข้อ by RED LETTER on Tue Mar 16, 2010 7:12 pm


_________________
คลิกเพื่อกลับไปหน้าแรก ของ Website RedCyberClub
www.redcyberclub.co.cc

RED LETTER

จำนวนข้อความ : 266
Join date : 24/09/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: มันสายไปแล้วล่ะ..สำหรับ ยอดคนอย่าง พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา

ตั้งหัวข้อ by RED LETTER on Tue Mar 16, 2010 7:28 pm

จากลิงก์ อ้างอิง http://sites.google.com/site/panaraepolice/3-1 คัดลอกมาให้อ่านเผื่อถูกรัดบาน มานสั่งลบอ่ะ..Like a Star @ heaven
เรื่องเล่ารายสัปดาห์

ความต้องการเมื่อครั้งมีชีวิตอยู่ของตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้

คลื่นโทรศัพท์ที่ อ.ปะนาเระมีปัญหามาแต่ตอนเย็นของวันที่ ๑๕ มี.ค.๕๓ ทั้งที่ไม่เคยเป็นมาก่อน คิดเล่นๆ แบบตลกๆ กับลูกน้องว่างานเข้าหรือเปล่าก็ไม่รู้ แต่ไม่เป็นไรหากคนร้ายจะมีการจุดระเบิดโดยโทรศัพท์เขาก็คงมีปัญหาไม่น้อยไปกว่าพวกผมเหมือนกัน

เมื่ออยู่ในจุดไม่อับสัญญาณปรากฏว่าโทรศัพท์หลายสิบสายโทรเข้ามือถือผม ส่วนใหญ่เป็นห่วงเป็นใยและขอบคุณในการเป็นปากเสียงให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ บางคนก็ว่าดังกันไปใหญ่แล้ว

ส่วนตัวผมไม่อยากดังหรอกเพราะรู้อยู่แล้วว่ามันเป็นทุกขลาภแน่ๆ แต่สิ่งที่ทำอยู่คือการปกป้องและเรียกร้องสิทธิที่มีอยู่แล้วของเจ้าหน้าที่ทุกส่วนราชการ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าบำเหน็จความชอบสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.๒๕๕๐

มีกรณี พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา วีรบุรุษตลอดกาลของพวกผมเป็นตัวอย่างให้ศึกษา
สิ่งที่พี่เพียรของผมพูดนั้นเป็นการยกตนเองเป็นกรณีศึกษาเพราะหากคนอย่างพี่เพียรยังเป็นอย่างนี้ แล้วต่อไปใครจะตั้งใจทำงานเพื่อเสียสละให้กับประเทศชาติ

นั่นหมายถึงพี่เพียรกำลังพูดถึงทุกคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งก็ตรงกับของผมที่เน้นการจัดระบบบริหารจัดการกำลังพลในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และผมก็ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนเพื่อนพ้องน้องพี่มาแต่เริ่มเปิดเว็บไซด์ สภ.ปะนาเระ เมื่อต้นปี พ.ศ.๒๕๕๒ แล้ว

การเรียกร้องของพี่เพียรจึงไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับผมและทุกคนที่นี่ ความคลางแคลงใจในความจริงใจที่จะแก้ไขปัญหาของผู้รับผิดชอบมันมีมานานแล้ว นานจนทุกคนเอือมระอา เพียงแต่ใครกันที่จะหาญกล้าลุกขึ้นมาเรียกร้องต่อสู้แบบพี่เพียรและผม รวมทั้งจะมีผู้รับผิดชอบที่จะทำได้มุ่งมั่นที่จะทำกันเสียที

ย้ำอีกครั้ง..พวกผมเรียกร้องสิทธิกำลังพลที่มันมีอยู่แล้วเพียงแต่มันไม่ได้รับการตอบสนองที่เป็นรูปธรรมเท่านั้น

ผมเป็นคนแรกที่หยิบยกเรื่องสิทธิของทายาทตามระเบียบสำนักนายกฯดังกล่าวมาใช้ให้กับภรรยาของลูกน้องที่เสียชีวิตจากโดนระเบิดเมื่อวันที่ ๕ มี.ค.๕๑ ที่ตลาดนัดปาลัส ต.ควน อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี งานกำลังพลของกองบัญชาการยังไม่รู้เรื่องเหล่านี้ด้วยซ้ำ ผมต้องแนบระเบียบดังกล่าวไปด้วยทุกครั้งที่เสนอเรื่องราว จนมีบาบอหรือครูใหญ่โรงเรียนสอนศาสนาแห่งหนึ่งที่เป็นญาติผู้เสียชีวิตได้ขอบคุณผมและบอกผมว่าเขาวิ่งเต้นเดินเรื่องตั้งแต่ชายแดนภาคใต้จนถึงสำนักงาน กพ.และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทุกหน่วยงานก็บอกกันเป็นเสียงเดียวกันว่าระเบียบนี้มีอยู่ด้วยหรือ

ตัวผมเองติดตามระเบียบนี้ตั้งแต่มีการตั้งคณะกรรมการยกร่างแล้ว (ขอบอก) ตอนนั้นผมรับราชการเป็นรองผู้กำกับการป้องกันปราบปรามที่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี พยายามเฝ้ารอรายละเอียดปลีกย่อยที่จะออกมาตามระเบียบดังกล่าว

รอจนไม่อยากจะหวังกันแล้ว ผมไม่ว่าน้องๆที่เขาทำเรื่องย้ายกันมากมายหรอก (หากบอกเป็นตัวเลขร้อยละแล้วจะอึ้งกันเป็นแถว) เพราะขืนเป็นอยู่อย่างนี้ ผมก็จะขอทำเรื่องกลับบ้านที่ จ.พิษณุโลก เพื่อไปดูแลครอบครัวและคุณแม่ที่อายุ ๗๔ ปีแล้วเช่นกัน

ท่ามกลางความคิดของตัวเองที่ว่า..รับใช้ชาติ ณ ที่นี้มาเข้าปีที่ ๘ แล้วคงให้เป็นหน้าที่ของคนอื่นๆบ้าง และทุกวันนี้คุณแม่ผมโทรศัพท์มาหาก็เอาแต่ร้องไห้อยู่ทุกวี่วัน

เหนื่อยครับ..สำหรับความจริงใจที่มีอยู่เพียงในกระดาษ

เมื่อครั้งมีการพิจารณาผู้ที่จะดำรงตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. ผมได้นำเรียน พล.ต.ท.อดุลย์ แสงสิงแก้ว (ยศในขณะนั้น) ถึงเรื่องสิทธิประโยชน์และการคำนวณวาระการดำรงตำแหน่งในระเบียบสำนักนายกฯนี้ ท่านให้ผมอีเมล์ส่งระเบียบดังกล่าวไปยังสำนักงานของท่าน

แต่สุดท้าย..ท่านก็กินแห้ว

ผมได้ยินเขาบอกกันว่า..เมื่อคณะกรรมการข้าราชการตำรวจหรือ ก.ตร.ยังไม่วางระเบียบหรือออกกฎรองรับ สิทธิประโยชน์ตามระเบียบสำนักนายกฯแล้ว สิทธิประโยชน์หรือการคำนวณระยะเวลาการดำรงตำแหน่งก็ยังใช้ไม่ได้

ฟังแล้วก็ยิ่งเหนื่อยเข้าไปใหญ่ ขนาดผู้บังคับบัญชาที่มียศตำแหน่งเกือบจะสูงสุดในหน่วยงานตำรวจยังไม่ได้รับความเป็นธรรม

แล้วอย่าง พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา และผม รวมทั้งเพื่อนพ้องน้องพี่จะไปเหลืออะไร

ในฐานะที่ร่ำเรียนมาทางกฎหมาย อยากจะเถียงว่าแล้วกฎ ก.ตร.มันจะไปยิ่งใหญ่กว่าระเบียบสำนักนายกฯได้อย่างไร ยิ่งไม่ได้ออกกฎระเบียบรองรับ ในเมื่อตัวอักษรในระเบียบสำนักนายกฯมันชัดเจนเสียขนาดนั้น ทำไมจะถือปฏิบัติไม่ได้ หรือเป็นเพราะไม่อยากให้เป็น

แต่สปิริตของเจ้านายอย่าง พล.ต.ท.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่ผมเคารพนับถือเป็นแบบอย่างมาโดยตลอดและพี่เพียร ก็มีอย่างเหลือคณานับ ท่านทำงานของท่านต่อมาโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยหรือย่อท้อ ไม่มีวี่แววของคนผิดหวังเลย แต่จะมีใครซักกี่คนที่รู้ถึงความเจ็บปวดที่ซ่อนลึกในหัวใจของนักรบ

เจอท่าน พล.ต.ท.อดุลย์ แสงสิงแก้วล่าสุดเมื่อวันที่ ๒ มีนาคมที่ผ่านมาระหว่างฝึกอบรมก่อนพี่เพียรจะเสียชีวิตด้วยซ้ำ ท่านยังบอกผมว่าเป็นอย่างไรบ้างนฤชา อย่าท้อถอยนะ ให้มุ่งมั่นทำงานและต่อสู้ต่อไป “ดูอย่างพี่ซิ ดูอย่างพี่ซิ” ท่านยังบอกผมอย่างนั้น

สิทธิประโยชน์ของกำลังพลตามระเบียบสำนักนายกมีหลายอย่างทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่เป็นตัวเงิน

เอาเข้าจริงสิทธิประโยชน์ที่คนที่นี่อยากได้เป็นสิทธิที่ไม่เป็นตัวเงิน เพราะมันหมายถึงความก้าวหน้าและมั่นคงในชีวิตราชการ โดยเฉพาะเรื่องการคำนวณระยะเวลาการดำรงตำแหน่งเพื่อการเลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้น การแต่งตั้งโยกย้ายที่เป็นธรรม ไม่ต้องวิ่งเต้นใช้เส้นสายเงินทองอย่างที่ร่ำลือกัน รวมทั้งเมื่อพลาดพลั้งบาดเจ็บล้มตาย คนที่อยู่ข้างหลังเขาก็จะได้ไม่ลำบาก

ผมเคยเสนอเรื่องการจัดระบบบริหารจัดการกำลังพลไว้ ๓ ประการ ลงในเว็บไซด์นี้เป็นรอบที่ ๓ แล้วดังนี้

๑.เบื้องต้นต้องยอมรับการมีอยู่จริงและปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยบำเหน็จความชอบสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.๒๕๕๐

๒.มีการคัดเลือก คัดสรรข้าราชการตำรวจจากทุกกองบัญชาการในทุกระดับ (รอง ผบก. ,ผกก. ,รอง ผกก. ,สว. ,รอง สว.ลงไปจนถึงชั้นประทวน) โดยอาจมีการสอบคัดเลือก มีการขึ้นบัญชีอย่างเป็นระบบและทะยอยเรียกเข้ารับตำแหน่งตามลำดับ ระหว่างรอเรียกก็เพิ่มพูนประสิทธิภาพอยู่เนืองๆ เพื่อสร้างความพร้อมให้แก่เขาเหล่านั้น

๓.ทุกกองบัญชาการโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องยอมรับการถ่ายโอนกำลังพลจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยอาจกำหนดเป็นร้อยละของตำแหน่งในทุกระดับที่ต้องโอนย้ายในแต่ละปี และการพร้อมรองรับตำแหน่งเข้าและออกจากกองบัญชาการอื่นๆ โดยคิดเป็นร้อยละของตำแหน่งในทุกระดับที่มีอยู่ในแต่ละกองบัญชาการเช่นกัน

หากทุกบัญชาการยังเกี่ยงกันไปกันมาและสำนักงานตำรวจแห่งชาติรวมทั้งคณะกรรมการข้าราชการตำรวจยังไม่ยอมปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกฯเรื่องนี้

ก็ยกเลิกไปเสียเลยครับ..เพราะมันจะมีประโยชน์อะไรสำหรับสิทธิประโยชน์ที่เป็นจริงแค่ตัวอักษรในกระดาษไม่กี่แผ่น
กรณี พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ก็จะไม่มีความหมายใดๆ ที่จะให้สังคมและผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในทุกส่วนราชการได้ตระหนักในคุณค่าของเหล่านักรบและเหล่าข้าราชการที่ยอมเสียสละแล้วแม้กระทั่งชีวิตของตัวเองเพื่อชาติบ้านเมืองอันเป็นที่รัก

พี่เพียรของผมน่าจะรู้ดีเหมือนผมว่า..ปัจจุบันการรบในพื้นที่ปัจจุบันนี้เราได้รับการสนับสนุนส่งเสริมจากผู้บังคับบัญชาและรัฐบาลอย่างไร

พี่เพียรคงรู้ตัวเหมือนผมรู้ว่า..เรากำลังสู้กับยักษ์ ในขณะที่นักรบอย่างเรามีอาวุธแค่เพียงไม้จิ้มฟัน
ถึงตรงนี้..ผู้บังคับบัญชาคงเริ่มหงุดหงิดกับข้อเขียนของผม
เอาไปตัวอย่างเดียวก็พอครับ

เดี๋ยวนี้คนร้ายจุดชนวนระเบิดด้วยวิทยุรับส่งกันแล้ว หลังจากเคยจุดชนวนระเบิดด้วยรีโมทคอนโทรลรถยนต์และโทรศัพท์มือถือมาแล้วก่อนหน้า

แต่ทุก สภ.ได้รับแจกจ่ายอุปกรณ์ตัดสัญญาณรีโมทคอนโทรลเพียงอย่างเดียวและไม่เกิน ๒ เครื่องต่อโรงพัก ทั้งที่มีความจำเป็นต้องใช้ในหลายชุดปฏิบัติการ

ผมต้องระดมเงินจากเพื่อนพ้องน้องพี่และหมุนเงินไปจัดซื้ออุปกรณ์ตัดสัญญาณรีโมทฯและโทรศัพท์ให้ลูกน้อง หมดเงินไป ๓ แสนกว่าบาทเพื่อให้ครบถ้วนทุกชุดปฏิบัติการ

ใครอยากมีส่วนตัวก็ผ่อนเอากับสหกรณ์ร้านค้าของโรงพัก

แต่สำหรับอุปกรณ์ตัดสัญญาณวิทยุรับส่งที่กำลังฮอตอยู่เวลานี้ ผมยอมรับครับว่าจนปัญญาจริงๆ เพราะราคามันหลายแสนบาท

นี่ไม่รวมในอดีตเรื่องเสื้อเกราะยี่ห้อบางระจัน ที่ผมต้องกู้ยืมสหกรณ์ตำรวจปัตตานีไปจ่ายวางมัดจำให้ลูกน้องก่อนเมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๘

อย่างที่เคยบอกไว้ว่า
จังหวะในการให้ กับจังหวะในการรับ หากมันไม่เหมาะสมทั้งในเวลาและโอกาส มันก็คงไม่มีประโยชน์หรอกครับ
เห็นหรือยังครับว่าพวกผมกำลังสู้กับยักษ์ ด้วยไม้จิ้มฟัน
ผมไม่จำต้องถาม พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ก็รู้อยู่แล้วว่าพี่เพียรคิดยังไง
นักรบ..มองตานักรบ เชื่อผมซิว่า..มันเข้าใจกันไปถึงขั้วหัวใจ

พ.ต.อ.นฤชา สุวรรณลาภา
ผกก.สภ.ปะนาเระ
๑๖ มีนาคม ๒๕๕๓


แก้ไขล่าสุดโดย RED LETTER เมื่อ Tue Mar 16, 2010 7:38 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

_________________
คลิกเพื่อกลับไปหน้าแรก ของ Website RedCyberClub
www.redcyberclub.co.cc

RED LETTER

จำนวนข้อความ : 266
Join date : 24/09/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: มันสายไปแล้วล่ะ..สำหรับ ยอดคนอย่าง พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา

ตั้งหัวข้อ by RED LETTER on Tue Mar 16, 2010 7:30 pm

ต่อ....2
อย่าลืมเปิดดู..บทความพิเศษนะครับ..
ผมเสนออะไรที่บ้าๆ (อีกแล้ว)
รวมทั้งดูภาพเหตุการณ์ พ.ต.อ.สมเพียรฯ

มันสายไปแล้ว..ครับท่าน
กับ
ความเสียใจและความช่วยเหลือแก่ พ.ต.อ.สมเพียร..

ผมได้รับข่าวทางโทรศัพท์มือถือเมื่อเวลา ๑๐.๕๗ น.และ ๑๐.๕๙ น.ของวันนี้ (๑๓ มี.ค.๕๓) ทางสำนักข่าวไอเอ็นเอ็นความว่านายกพร้อมช่วย ผกก.บันนังสตา และสำนักงานตำรวจแห่งชาติเลื่อนยศ ๗ ขั้น พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ผกก.สภ.บันนังสตา ชดเชย ๑.๘ ล้าน และต้องมีคนรับผิดชอบโยกย้าย

เหมือนจะดูดีในความห่วงใย
เหมือนจะต้องขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง
แต่สำหรับผมและตำรวจในจังหวัดชายแดนภาคใต้...คงไม่

เพราะมันไม่ได้มีค่าอะไรเมื่อนักรบของชาติคนหนึ่งที่เฝ้ารอและมีความหวังที่จะได้รับความเมตตา ความปรารถนาดีเรื่องการตอบแทนให้กับเขาจากผู้บังคับบัญชา..เขาได้ตายจากพวกเราไปเสียแล้ว

และในความเป็นจริง..หากเขาลุกขึ้นมาพูดได้ เขาก็คงไม่อยากได้แล้ว

ครับ...พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ผกก.สภ.บันนังสตา จ.ยะลา ได้สิ้นลมหายใจและได้พักยาวจริงๆ ด้วยความตายที่เขาคงไม่อยากได้ไม่อยากเจอ ทั้งๆที่พี่เพียรของผมได้พยายามส่งสัญญาณถึงเหล่าผู้บังคับบัญชามาตั้งแต่วันที่ ๑๙ ก.พ.๒๕๕๓ โดยการให้สัมภาษณ์ต่อ นสพ.ไทยรัฐ และเข้ายื่นหนังสือต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี และ รรท.ผบ.ตร.ไปเมื่อวันที่ ๒๓ ก.พ.๒๕๕๓ ที่ผ่านมา รวมทั้งให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าวทีวีไทยไปเมื่อวันที่ ๒๗ ก.พ.๒๕๕๓ ผมเลยได้พลอยออกทีวีกับเรื่องพี่เพียรไปด้วยเมื่อวันที่ ๑ มี.ค.๒๕๕๓ ในตอนเย็น(จำเวลาไม่ได้) กับตอนกลางคืนในเวลา ๒๒.๑๘ น.ทางทีวีไทย ทีวีสาธารณะ

ผมได้นัดหมายกับผู้สื่อข่าวไว้ล่วงหน้าว่า..เรื่องพี่เพียรต้องทำให้จริงจัง เพื่อประโยชน์แก่ผู้ที่ได้เสียสละทุกคนทุกส่วนราชการในจังหวัดชายแดนภาคใต้ และต้องจุดประกายเรื่องพี่เพียรให้เป็นวาระแห่งชาติที่ทุกส่วนราชการต้องตระหนักในความสำคัญและสิ่งที่ควรจะต้องตอบแทนให้แก่ผู้ที่ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมทั้งผมเองก็จะเดินเรื่องทางศาลปกครองอีกระลอกเมื่อถึงเวลาอันสมควร ซึ่งผู้สื่อข่าวเขาก็เห็นด้วย

ในสกู๊ปข่าวต่อไปคงไม่มีพี่เพียรมาพูดเรื่องที่เป็นปัจจุบันอีกแล้ว แต่สิ่งที่พี่เพียรพูดไปมันจะยังเป็นปัจจุบันเสมอ หากผู้บังคับบัญชายังคงเป็นกันอยู่อย่างนี้

วันนี้ในงานรดน้ำศพพี่เพียรผมจึงบอกกับนักข่าวที่มาสัมภาษณ์ครั้งก่อนว่า ขอเทปที่พี่เพียรและผมพูดยาวๆหน่อย เพื่อจะได้นำมาลงในเว็บไซด์ที่จะให้ผู้คนที่สนใจได้ติดตามเรื่องราวความเป็นจริง รวมทั้งคาดหวังแบบไม่อยากจะหวังว่าผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจหน้าที่ที่จะทำเรื่องเหล่านี้ได้ อาจจะพลัดหลงมาเปิดดูเพื่อประดับสติปัญญากันบ้าง

เมื่อเวลาประมาณ ๑๔.๓๐ น ของวันที่ ๑๒ ก.พ.๒๕๕๓ ผมได้รับโทรศัพท์จากคุณติชิลา พุทธสารพันธ์ หรือน้องก้อยผู้สื่อข่าวทีวีไทยทีวีสาธารณะ เธอได้สอบถามผมเกี่ยวกับเรื่องระเบิดที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา เธอบอกผมว่าเห็นเขาบอกกันว่าพี่เพียร “โดน” พี่โด่งรู้เรื่องหรือเปล่าและเป็นจริงเพียงใด ผมตอบไปว่าเห็นแจ้งข่าวกันอยู่เมื่อเวลาเกือบ ๑๔.๐๐ น. ว่าตำรวจ สภ.บันนังสตาถูกระเบิดบาดเจ็บ ๒ นายแต่ไม่ระบุว่าเป็นใคร แล้วผมกับคุณติชิลาฯ ก็วางสายกันไป ผมสั่งลูกน้องให้เช็คข่าวแล้วก็พบว่าพี่เพียรถูกระเบิดจริงเพียงแต่ตามข่าวสารว่าพี่เพียรของผมได้รับบาดเจ็บ

ต่อมาผมก็ได้รับข่าวอัปมงคลว่าพี่เพียรเสียชีวิตแล้วที่โรงพยาบาลศูนย์ยะลา คนที่มาส่งข่าวเป็นนายตำรวจที่เขาก็ไม่ได้รู้จักกับพี่เพียรเป็นการส่วนตัว แต่เขาก็เศร้าหมอง เขาบอกกับผมว่าเขาเซ็งมาก ทำไมต้องเป็นอย่างนี้

ก็นั่นนะซิ..ทำไมจะต้องเป็นอย่างนี้ หากพี่เพียรได้ย้ายไปเสียแต่คำสั่งก่อนหน้านี้ตามที่เขาได้ร้องขอ เขาคงไม่จบชีวิตแบบนี้ และก็ดูเหมือนว่าพี่เพียรจะรู้ความเป็นไปของตัวเองมาก่อน ในคำสัมภาษณ์ก่อนหน้านี้พี่เพียรก็บอกถึง
ความเหนื่อยล้า อยากพักและอยากอยู่กับครอบครัวบ้างหลังจากได้ตรากตรำมา ๔๐ ปี

แต่ในฐานะคนนับถือศาสนาพุทธ ผมก็พอจะทำใจได้หากจะมีคนมาบอกว่าเขาอาจได้ย้ายในครั้งที่แล้วและไปจบชีวิตด้วยเหตุอื่นๆ ที่ อ.กันตัง จ.ตรัง ก็ได้

หากจะแก้ตัวแบบนั้น..ก็คงเป็นการแก้ตัวของคนพูดแบบน้ำขุ่นๆ แต่คนอย่างผมก็อาจจะยอมรับแบบฝืนๆได้บ้าง

วันนี้ (๑๓ ก.พ.๕๒) ผมได้ไปร่วมรดน้ำศพและพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ที่วัดเมืองยะลา แต่ก็ต้องกลับเสียก่อนเพราะต้องมาจัดรายการวิทยุที่ศาลากลางจังหวัด จ.ปัตตานี แต่ก็เห็นผู้คนมากมายที่นั่งที่จัดไว้ไม่เพียงพอแก่ผู้ร่วมงาน มีผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งนั้น ผู้กำกับการ สภ.ฯอย่างผมดูจะกระจ้อยร่อย ไม่สลักสำคัญอะไร แต่ก็ไม่เป็นปัญหาอะไรหรอกสำหรับพวกผม

แต่ก็อดน้อยใจนิดๆว่าผู้บังคับบัญชามารดน้ำศพพี่เพียรกันมากๆ อย่างนี้ มันจะดีไปกว่าทำประโยชน์หรือรักษาประโยชน์ให้กับผู้ใต้บังคับบัญชามากๆ อย่างไร

พี่เพียรคงไม่ต้องลุกมาตอบคำถามนี้..ทุกคนก็รู้อยู่แก่ใจว่าพี่เพียรจะเห็นเป็นอย่างไร

ในระหว่างจัดรายการวิทยุของผมมีสายโทรศัพท์เข้ามามากมายที่แสดงความเห็นเรื่องนี้ ทหารที่จัดรายการวิทยุอยู่สถานีข้างๆ เขาก็ว่าเมื่อวานหูอื้อหูชาไปหมดจากสายโทรศัพท์ที่เข้ามา

ทุกคนที่โทรมา..ล้วนแล้วแต่แสดงความเสียใจ เห็นใจใน พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา
แต่สุดท้าย..ทุกสายก็รุมด่าผู้บังคับบัญชา
ส่วนตัวผมเห็นว่าเรื่องนี้คงเป็นตราบาปของผู้บังคับบัญชาไปอีกนาน
ตราบาป..จากคนที่ควรทำอะไรให้แก่ใคร แล้วกลับไม่ได้ทำ
แต่ท่านผู้บังคับบัญชาเหล่านั้นคงจะตอบกันเป็นเสียงเดียวกันว่า..
“ไม่เกี่ยวกับผม”

หากสิ่งที่พี่เพียรพูดถึงการแต่งตั้งโยกย้ายคราวที่แล้วเป็นจริง..ที่ไม่มีความเป็นธรรม เห็นแก่เงินแก่ทอง ข้ามหัวกันไปมา ไม่เคยเหลียวแล ไม่เคยตอบแทนคนที่ทำงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ผมว่าคงเป็นคำผรุสวาทที่เสมือนตอกย้ำ..ตราบาปในครั้งนี้
ตราบาปที่คนทำได้แต่กลับไม่ได้ทำ และคงเป็นเวรกรรมของคนที่อยากจะทำแต่ทำไม่ได้เพราะไม่ได้มีอำนาจจะทำ

เรื่องนี้คงไม่มีใครยอมใคร..เมื่อมีการถกเถียงกัน
หากไม่รู้ว่าจะบริหารจัดการกับระบบกำลังพลในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างไร
ไปเปิดดูบทความก่อนหน้านี้ของผมครับ
ไม่ได้เกินความสามารถหรอก ผู้บังคับบัญชาทั้งหลายท่านทำได้อยู่แล้ว ก่อนที่จะสายเกินไปอย่างกรณี พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา นักรบในหัวใจตลอดกาลของพวกเรา

จังหวะในการให้ กับจังหวะในการรับ หากมันไม่เหมาะสมทั้งในเวลาและโอกาส
มันก็คงไม่มีประโยชน์หรอกครับ
ยิ่งผู้บังคับบัญชาออกมาพูดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งตอกย้ำความเป็นผู้ก่อตราบาปนี้อยู่ดี
หุบปาก..หยุดพูด..แล้วทำเลยครับ
ส่วนตัวผมนั้น...ยินดีรับโทษครับ หากบทความนี้ไม่เป็นที่พึงพอใจ

พ.ต.อ.นฤชา สุวรรณลาภา
ผกก.สภ.ปะนาเระ
๑๓ มี.ค.๕๓




แก้ไขล่าสุดโดย RED LETTER เมื่อ Tue Mar 16, 2010 7:40 pm, ทั้งหมด 1 ครั้ง

_________________
คลิกเพื่อกลับไปหน้าแรก ของ Website RedCyberClub
www.redcyberclub.co.cc

RED LETTER

จำนวนข้อความ : 266
Join date : 24/09/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: มันสายไปแล้วล่ะ..สำหรับ ยอดคนอย่าง พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา

ตั้งหัวข้อ by RED LETTER on Tue Mar 16, 2010 7:32 pm

ต่อ...3
ฤาประเทศไทยจะเศร้าหมอง
หลายเรื่องราว หลายข่าวคราวที่ประจวบเหมาะ..ณ เวลานี้ ประสบการณ์ของผมกับการเป็นผู้นำนักศึกษาในอดีต.. เห็นอนาคตแล้วครับว่าจะเป็นอย่างไรเมื่อทุกกลุ่มและทุกฝ่ายมุ่งแต่ต้องการสร้างความชอบธรรมให้กับตนเอง
วันนี้...ประเทศไทยเศร้าหมอง
เพราะมีแต่ความเชื่อความศรัทธาที่มากกว่าเหตุผล
ซึ่งก็หมายถึงการมีอุดมการทางการเมืองของฝ่ายตนแต่เพียงอย่างเดียว ขาดการพินิจ พิเคราะห์อย่างรอบด้าน ด้วยข้อมูล หลักการและเหตุผล
ไม่มีใครยอมเสียสละอะไร..เพื่อใคร..
แม้กระทั่งการเสียสละตนเองเพื่อส่วนรวมเพื่อชาติและบ้านเมือง
คนมีหน้าที่ก็ไม่ยอมทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย มุ่งที่จะประหัตประหารให้บรรลัยกันไปข้างหนึ่ง
เชื่อผมเถอะนะ...หากเป็นอย่างนี้
คนไทยจะฆ่ากันเอง...ด้วยความเชื่อความศรัทธามากกว่าเหตุผลและความต้องการดำรงในอำนาจ
ที่สำคัญ..ท่ามกลางความคิดที่ว่า กูต้องชนะมึง..(โว้ย)

10/3/10

ยินดีกับพี่เพียร

ผมได้ยินเพื่อนพ้องน้องพี่พูดถึงคำให้สัมภาษณ์ของโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้ช่วย ผบ.ตร. แต่ก็จับใจความไม่ได้เพียงแต่บอกกันว่า พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ผกก.สภ.บันนังสตา จะได้รับการเยียวยาจากผลการประชุมคณะข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) เนื่องมาจากที่ “พี่เพียร” ได้ร้องทุกข์และร้องเรียนต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี รวมทั้ง ผบ.ตร.เมื่อปลายเดือนที่แล้ว

ผมไม่ได้ดูข่าวเพราะต้องไป อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เพื่อร่วมประชุมกับเหล่าผู้นำศาสนาและผู้นำท้องที่หลังจากที่ก่อนหน้านั้นต้องไปรับการฝึกอบรมมา ๔ วัน ที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ จ.ยะลา

ผมพยายามตรวจสอบข่าวสารก็ไปพบในเดลินิวส์ออนไลน์ แสดงว่าการร้องเรียนครั้งนี้บังเกิดผลให้ผู้หลักผู้ใหญ่ได้หันกลับมามองความทุกข์ร้อนของผู้ใต้บังคับบัญชาบ้างแล้วถึงแม้จะยังไม่มีความชัดเจนอะไรหรือจะเป็นไฟไหม้ฟางอย่างหลายๆเรื่องที่ผ่านมาหรือไม่ ก็ยังไม่ทราบได้

ดีใจครับกับพี่เพียรที่จะได้รับการเยียวยา

แต่สิ่งที่จะทำให้ดีใจมากกว่า น่าจะเป็นการวางระบบงานกำลังพลอย่างที่ผมเคยเสนอไปแล้วในบทความตอนก่อนๆ

ไม่ใช่..ใครร้องเรียนร้องทุกข์ก็ดำเนินการให้ ใครไม่ร้องเรียนร้องทุกข์ก็อยู่กันไปก็แล้วกัน

ไปฝึกอบรมที่ ศชต.มาก็ได้ยินเพื่อนพ้องน้องพี่พูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่าน่าจะได้เห็นการฟ้องต่อศาลปกครองเร็วๆ นี้

ทราบจากผู้บังคับบัญชาบางคนว่า กองบัญชาการอื่นเขาไม่ยอมรับหลักเกณฑ์ที่ ศชต.เสนอ เนื่องจากเห็นว่าผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาจะเสียเปรียบผู้ที่ไปจาก ศชต.เพราะจะมีวันทวีคูณที่มากกว่าเอาไปคำนวณเพื่อการเลื่อนตำแหน่งในอนาคต

แต่ทุกคนก็พูดกันเป็นเสียงเดียวว่า

ตำรวจจากกองบัญชาการอื่นๆ ใครที่อยากได้สิทธิประโยชน์แบบนั้น...ก็จงไปอยู่ซะด้วยกัน

อย่าช้าและกล้าๆ กันหน่อย

ต้องยอมรับครับว่าการทำงานที่จังหวัดชายแดนภาคใต้มันตึงมันเครียดไปเสียทุกด้าน นอกจากภัยที่เกิดจากธรรมชาติ และเกิดจากบุคคลกระทำที่ตำรวจต้องเข้าไปแก้ไขปัญหาทุกเรื่องเหมือนที่อื่นๆ แล้ว

ยังมีภัยลักษณะก่อการร้ายเข้าไปอีก

การอบรมสัมมนาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ณ ศชต.ใช้ชื่อหลักสูตรว่า “การบริหารและตอบโต้สถานการณ์ในภาวะวิกฤติ ระดับหัวหน้าหน่วย” มีการเรียนรู้ในหลายเรื่องไปจนถึงการฝึกภาคปฏิบัติ CPX หรือการแก้ปัญหาที่บังคับการ แต่ยังมีเพื่อนบางคนแซวกันว่านอกเหนือภัยต่างๆที่เราพบและต้องแก้ไขกันเป็นประจำอยู่แล้ว

ยังมีภัยจากผู้บังคับบัญชาอีกต่างหาก

ดูจะเฮฮากันน่าดูสำหรับคำว่า “ภัยจากผู้บังคับบัญชา”

ถึงแม้ส่วนตัวผมจะไม่เห็นด้วยกับเพื่อนๆที่ใช้คำดังกล่าว แต่ผมก็ว่าสถานการณ์ของผู้บังคับบัญชา ณ วันนี้ ที่มักละเลย หลงลืมการดูแลเอาใจใส่กับตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ นานวันเข้าก็อาจจะใกล้เคียงกับคำดังกล่าวไปเรื่อยๆ

ไม่ถึงกับเป็นภัยจริงๆ ตรงๆ

แต่อย่าลืมว่า “ภัยที่เกิดจากความเครียด” ของตำรวจที่นี่ ผมห่วงครับว่าเขาอาจทำอะไรบ้าๆบอๆ หรือไปลงกับประชาชนคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่รวมทั้งผู้บริสุทธิ์หรือแม้แต่กับผู้ก่อเหตุรุนแรงที่เป็นฝ่ายตรงข้ามกันอยู่แล้วก็เป็นไปได้

อันเนื่องมาจากความเครียด ความวิตกกังวลในชะตากรรมตัวเองที่ไม่มีวันรู้ ไม่มีวันที่จะสามารถกำหนดเองได้หรือตกอยู่ในภาวะสิ้นหวัง

ทีนี้..ก็อาจจะเกิดภัยขึ้นมาจริงๆ ละครับ

ฉะนั้น..จะทำอะไร ก็จงทำกันเสียเถิดครับ

ใครที่รับใช้ชาติมาได้ระยะหนึ่งที่เหมาะสม ก็จงตอบแทนเขา

เมื่อยังมีชีวิตอยู่..

อย่าไปตอบแทนกันหลังจากความตายมาถึง หรือบาดเจ็บทุพพลภาพกันเลย

หากยังวางเฉยต่อข้อเรียกร้อง

ผมก็ว่ามันคงจะไม่ต่างกันหากจะบอกว่า “ภัยที่คนเครียดทำอันเนื่องมาจากการวางเฉยของผู้บังคับบัญชา ก็เกิดมาจากผู้บังคับบัญชานั่นเอง”

ดีใจกับ “พี่เพียร” จริงๆครับ หากจะได้เยียวยาอย่างเป็นรูปธรรมหลังจากที่ได้ร้องทุกข์ร้องเรียน

และก็คงเสียใจกับตำรวจทุกคนที่นี่ ที่ไม่ได้ร้องทุกข์ร้องเรียนอย่างกับ "พี่เพียร" เพราะเขาไม่ได้พูดถึงเรื่องการวางระบบกำลังพลที่มีความต่อเนื่องหรือแก้ไขปัญหาในระยะยาว

ซึ่งหมายถึง...เขาไม่ได้พูดถึงพวกท่าน

รวมทั้งตัวผมเองด้วย



พ.ต.อ.นฤชา สุวรรณลาภา

ผกก.สภ.ปะนาเระ

๖ มี.ค.๕๓


_________________
คลิกเพื่อกลับไปหน้าแรก ของ Website RedCyberClub
www.redcyberclub.co.cc

RED LETTER

จำนวนข้อความ : 266
Join date : 24/09/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: มันสายไปแล้วล่ะ..สำหรับ ยอดคนอย่าง พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา

ตั้งหัวข้อ by RED LETTER on Tue Mar 16, 2010 7:35 pm

ต่อ...4
และแล้ว พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบันนังสตา จ.ยะลา หรือพี่เพียรของผมก็เดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อยื่นหนังสือร้องทุกข์ต่อ ฯพณฯนายกรัฐมนตรี และรักษาการ ผบ.ตร.ในวันที่ ๒๓ กพ.ที่ผ่านมาจริงๆ ตามข่าวว่าพี่เพียรหลั่งน้ำตาน้อยใจที่นายเมินไม่ให้ย้าย รอบนี้ดูจะดุเดือดกว่าครั้งก่อน เพราะตามข่าวระบุว่าไม่มีการโยกย้ายตำรวจครั้งไหนที่แย่ไปกว่าครั้งนี้อีกแล้ว ..มีแต่เด็กนายเท่านั้นที่ได้ดี ส่วนจะเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใหญ่หรือไม่..พี่เพียรบอกไม่ทราบ

เรื่องมีแต่เด็กนายที่ได้ดีนั้น ผมว่าเป็นปกตินะเพราะขืนไปเอาเด็กคนอื่นให้ได้ดีมันก็ดูพิลึกและก็เห็นบ่นกันอย่างนี้มาทุกยุคทุกสมัย

ส่วนพรรคการเมืองใหญ่นั้นผมก็ไม่อยากจะทราบหรอกครับเพราะพรรคใหญ่มีตั้งสองพรรคแน่ะ ส่วนจะเกี่ยวข้องหรือไม่ ผมเองก็ไม่อยากจะทราบอีกเหมือนกัน

หากจะอยากทราบจริงๆก็คือไม่มีการโยกย้ายตำรวจครั้งไหนที่แย่ไปกว่าครั้งนี้อีกแล้ว..จริงหรือไม่ ผมว่าในการแต่งตั้งโยกย้ายทุกครั้งก็จะมีทั้งคนที่สมหวังและผิดหวัง ซึ่งฟังจากนายหลายๆคนมักบอกว่า “เป็นธรรมดา” เหมือนกับจะเล่าถึงการยอมรับและยอมจำนนของตนเองในอดีตให้ลูกน้องฟัง

ผมไม่แน่ใจว่าความคิดเห็นลักษณะยอมจำนนอย่างนั้นมันจะเกี่ยวข้องกับพัฒนาการที่ล่าช้า และก้าวไม่ทันกับโลภาภิวัฒน์ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือเปล่าก็ไม่รู้

ผู้บังคับบัญชากว่าที่จะก้าวไปถึงตำแหน่งสูงๆ ก็คงผ่านการแต่งตั้งโยกย้ายมานับไม่ถ้วนและเป็นเวลาหลายสิบปีกว่าจะเกษียณอายุราชการ แต่พอถึงระดับที่มีอำนาจและสามารถทำได้ ก็เห็นลืมๆกันไป ทุกวันนี้จึงต้องท่องกับตัวเองทุกวี่วันว่า อะไรที่ไม่อยากให้คนอื่นเขาทำกับเรา ก็จงอย่าไปทำกับคนอื่นอย่างนั้น และมีอะไรที่อยากทำตอนยังไม่มีอำนาจ ก็จงทำเสียเมื่อไปจนถึงมีอำนาจที่จะทำการนั้นๆได้แล้ว

หากระบบการแต่งตั้งโยกย้ายของสำนักงานตำรวจแห่งชาติถูกจัดวางเป็นกฎเหล็กและเป็นธรรม ใครจะไปใครจะมาก็คงมีผลร้ายเพียงเล็กน้อย คงไม่บานปลายใหญ่โตฉาวโฉ่ให้อับอายกันอยู่อย่างนี้ และคำว่าระเบียบแบบแผนมีไว้สำหรับคนไม่มีเส้นก็คงจะหายไปจากสังคมไทยเสียที

ก่อนแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจทุกครั้ง ก็มักจะถามกันอยู่เนืองๆว่า “กฎเกณฑ์การแต่งตั้งครั้งนี้ออกหรือยัง” นั่นหมายถึงนโยบายของผู้บังคับบัญชาในการแต่งตั้งที่จะมีขึ้นเขาว่าและกำหนดกันอย่างไร สุดท้ายผมก็เห็นมีการนินทากันอยู่เนืองๆว่าขึ้นกับฝ่ายการเมืองว่าเขาจะให้กำหนดหลักเกณฑ์อย่างไร

ซึ่งจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้ และก็ไม่รู้เหมือนกันว่าใครกำลังผ่องให้ใครหรือไม่ ผมอ่านข่าวพี่เพียรของผมแล้วก็อดสงสารแกอีกไม่ได้ และรับรู้เสมอว่าพี่เพียรกำลังทำในสิ่งที่ถูกต้องสมควร แต่จะเหมาะสมในสายตาคนอื่นหรือไม่ ผมไม่อาจทราบได้

สำหรับผมว่าเหมาะสมครับ และจะเหมาะสมกว่าหากระเบียบกฎเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายทุกครั้งมีความเป็นธรรมและยอมรับกันได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแต่งตั้งโยกย้ายที่เป็นรางวัลสำหรับเหล่านักรบอย่างพี่เพียร

ผมไม่อยากให้คนที่จะถูกแต่งตั้งคิดไปไกลสุดลูกหูลูกตาว่าเขาถูกปล่อยปละละเลย ไม่ได้รับการแยแสใส่ใจ และอยู่ในลักษณะถูกทิ้งขว้าง ถูกปล่อยวางและถูกหลอกใช้

หากทุกอย่างยังไม่ถูกจัดระเบียบวางระบบกันเสียใหม่ และไม่มีการยอมรับกันอย่างถ้วนทั่วของทั้งผู้ที่มีอำนาจแต่งตั้งและผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งแล้ว

มันจะต่างอะไรกับการถูกทิ้งขว้าง ปล่อยวางและหลอกใช้ โดยเฉพาะคนที่รบมาทั้งชีวิต เสียสละมาเกือบตลอดอายุราชการอย่างกับพี่เพียร พี่เขาเสียสละมามากแล้ว..ที่เหลือน่าจะเป็นรางวัลที่ภาคภูมิใจที่สุดจากผู้บังคับบัญชา ให้สมกับที่ได้สละแล้วแม้กระทั่งชีวิตให้กับชาติบ้านเมือง

กรณีพี่เพียรคงเป็นกรณีศึกษา..ที่ทุกคนจับตามอง และผมก็ไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก ขอให้เป็นกรณีสุดท้าย

ระบบระเบียบอะไรที่ไม่ดีก็แก้ไขเถอะครับ วางใหม่ให้เนี๊ยบ อะไรที่รับว่าจะทำและยังไม่ได้ทำ ก็จงทำเสีย อย่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยบำเหน็จความชอบสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.๒๕๕๐ เป็นต้น

และอะไรที่อยากทำตอนยังไม่มีอำนาจ ก็จงทำเสียเมื่อมีอำนาจที่จะทำการนั้นๆได้แล้ว ผมแว่วๆมาเหมือนกันว่าจะมีคดีขึ้นสู่ศาลปกครองเกี่ยวกับระเบียบเรื่องนี้ และในเร็วๆนี้ (SOON)
พ.ต.อ.นฤชา สุวรรณลาภา
ผกก.สภ.ปะนาเระ
๒๕ ก.พ.๕๓



เห็นใจ พ.ต.อ.สมเพียร..และเพื่อนพ้องน้องพี่

รวมทั้งตัวเอง



ล้าเต็มที! พตอ.นักสู้โจรใต้ ไม่ได้ย้าย

ขอก่อนเกษียณปีนี้เป็นของขวัญให้เมีย โวยนายเห็นแก่เงิน

ผกก.โรงพักบันนังสตา สวมวิญญาณ "หมูไม่กลัวน้ำร้อน"ออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรม กรณีทำเรื่องขอย้ายออกนอกพื้นที่เพราะจะเกษียณราชการในปี 53 แต่กลับไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้บังคับบัญชา อ้าง "นาย" ต้องการเงินมากกว่าคนทำงาน ระบุเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาตลอดชีวิต หวิดจะสิ้นชื่อก็หลายครั้ง ล่าสุดโดน จยย. บอมบ์เมื่อวันที่ 18 ก.พ. เดชะบุญพระคุ้มครองรอดตายมาได้ราวปาฏิหาริย์ เตรียมยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมถึงนายกรัฐมนตรีและรักษาการ ผบ.ตร. ส่วนโจรใต้ยังผยองรายวัน ดักซุ่มตีทหารพรานที่ อ.บันนังสตา โดนสวน กลับยิงเจ็บไม่ต่ำกว่า 2 คน เผ่นหนีเข้าป่าลึก ด้านรองนายกฯ "สุเทพ เทือกสุบรรณ" ควงคู่ ผบ.ทบ.ล่องใต้ ถกมาตรการคุ้มกันครูเพิ่ม เตรียมสร้างบ้านพักในโรงเรียน เพื่อลดช่องโหว่การถูกปองร้ายจากกลุ่มก่อความไม่สงบ

ผกก.เดนตายเหยื่อโจรใต้วางระเบิด จยย.บอมบ์ หมายสังหาร ออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรมหลังขอทำเรื่องย้ายก่อนเกษียณ แต่กลับไม่ได้รับการพิจารณาครั้งนี้ เปิดเผยขึ้นเมื่อช่วงสายวันที่ 19 ก.พ. โดย พ.ต.อ. สมเพียร เอกสมญา ผกก.สภ.บันนังสตา จ.ยะลา ได้กล่าวให้สัมภาษณ์เปิดใจกับผู้สื่อข่าวเฉพาะกิจ นสพ.ไทยรัฐ กรณีถูกกลุ่มก่อความไม่สงบลอบใช้รถ จยย.บอมบ์หมายสังหาร บริเวณบ้านยีลาปัน หมู่ 11 ต.ตลิ่งชัน อ.บันนังสตา ขณะนำกำลังกลับจากไปตรวจสอบจุดเกิดเหตุวางระเบิดเมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา แรงระเบิดทำให้ได้รับบาดเจ็บศีรษะแตกว่า ตนเตรียมทำหนังสือร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรี กรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคำสั่งแต่งตั้ง โยกย้ายนายตำรวจระดับรอง ผบก.-สารวัตรที่ผ่านมา

พ.ต.อ.สมเพียรกล่าวต่อไปว่า ตนรับราชการตำรวจอยู่ในพื้นที่ อ.บันนังสตามานาน ตั้งแต่สมัยยังเป็นหนุ่มๆ จากชั้นประทวนขยับขึ้นชั้นสัญญาบัตร รบกับพวกก่อการร้ายมาเป็นร้อยครั้ง หวุดหวิดจะเสียชีวิตก็หลายครั้ง บาดเจ็บสาหัสก็หลายหน จนกระทั่งได้รับการแต่งตั้งเป็น ผกก.สภ.บันนังสตา ตนก็ยังทำหน้าที่ปราบปรามโจรก่อการร้ายไม่หยุดหย่อน ได้รับรางวัลและโล่ยกย่องจนเต็มบ้าน ตอนที่จะมีการแต่งตั้งโยกย้าย ก็ได้ไปพูดคุยกับผู้บังคับ บัญชาระดับสูง เพื่อขอย้ายออกนอกพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เนื่องจากตนเริ่มเหนื่อยล้า และจะเกษียณอายุในปี 53 แล้ว อีกทั้งการโยกย้ายออกนอกพื้นที่ยังเป็นของขวัญให้กับภรรยา ที่ต้องทนรับสภาพอกสั่นขวัญแขวนตลอดเวลาที่ตนออกไปทำงาน ซึ่งผู้บังคับบัญชาก็รับปากว่าจะพิจารณาให้ย้ายไปอยู่โรงพักแห่งหนึ่งใน จ.ตรัง แต่พอประกาศคำสั่งแต่งตั้งออกมาปรากฏว่าไม่ได้ย้าย

"หลังทราบเรื่องผมก็ไปสอบถามจากผู้บังคับ บัญชา ท่านก็บอกผมว่าพยายามทำให้เต็มที่แล้ว แต่ยังมีนายบางคนต้องการเงินมากกว่าคนทำงาน ผมน้อยใจมาก เสียใจมาก อุตส่าห์ทุ่มเทการทำงานอย่างหนักมาตลอด แต่ผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจกลับมองไม่เห็นหัว คงอยากจะทำเรื่องขอพระราชทานยศ พล.ต.อ.ให้ผมตอนตายแล้วมากกว่า ผมกลับมาบ้านด้วยความเสียใจ มองดูใบประกาศนียบัตรและโล่ต่างๆแล้ว อยากจะขนเอาไปเผาทิ้งหน้าโรงพักให้รู้แล้วรู้รอดไป สำหรับกลุ่มคนร้ายที่วางแผนจะใช้ จยย. บอมบ์ถล่มผม ก็เป็นกลุ่มของนายมายิ จ.ปัตตานี ที่ต้องการแก้แค้นแทนพรรคพวก ที่ถูกผมนำกำลังเข้าล้อมจับตายเมื่อช่วงปลายปี 52 เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด ผมจะทำเรื่องร้องเรียนถึงนายกรัฐมนตรีและรักษาการ ผบ.ตร.เพื่อขอความเป็นธรรมต่อไป" พ.ต.อ.สมเพียรสรุป

ประวัติ พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา เข้ารับราชการครั้งแรกหลังจบโรงเรียนตำรวจภูธร 9 เป็นตำรวจลูกแถวยศพลตำรวจอยู่ที่ สภ.บันนังสตา ผ่านการปะทะกับกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบนับร้อยครั้ง จนเป็นที่ครั่นคร้ามของกลุ่มแนวร่วมและรู้จักกันในแวดวงตำรวจ-ทหารในชื่อ "จ่าเพียร" กระทั่งกรมตำรวจ (ในสมัยนั้น) อนุมัติให้เข้าอบรมหลักสูตรนายตำรวจชั้นสัญญาบัตรโดยไม่ต้องสอบคัดเลือกได้เลื่อนยศเป็น "ร.ต.ต." จนกระทั่งปี 2519 ขณะปะทะกับกลุ่มโจรก่อการร้าย ถูกระเบิดที่ขาซ้ายเกือบขาดแต่ยังรอดมาได้ ปี 2526 ถูกคนร้ายยิงในพื้นที่อ.สะบ้าย้อย จ.สงขลา ได้รับบาดเจ็บกระสุนฝังใน กระทั่งปี 2550 กลับมารับราชการเป็น ผกก.สภ.บันนังสตา ออกกวาดล้างจับกุมโจรใต้ทั้งจับเป็นและจับตายนับสิบคดี จนกระทั่งล่าสุดถูกโจรใต้ใช้ จยย.บอมบ์หมายจะสังหารเมื่อวันที่ 18 ก.พ. แต่ก็ยังรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิดอีกครั้ง

(นสพ.ไทยรัฐ วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓)



ผมอ่านข่าว พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา ผกก.สภ.บันนังสตา แล้วก็รู้สึกหดหู่ สิ้นหวัง เคว้งคว้างอย่างบอกไม่ถูก ซึ่งก็เข้าใจได้ว่าความรู้สึกนี้ “พี่เพียร” ไม่ได้โดดเดี่ยวและเป็นอยู่คนเดียวหรอก ตำรวจที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ทุกคนทุกระดับที่เขาอยากได้ขวัญกำลังใจจากผู้บังคับบัญชาเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายก็คงรู้สึกไม่แตกต่าง

เหมือนกับการดูละครแล้วย้อนดูตัวเองยังไงไม่รู้

ผมชอบที่พี่เพียรว่า “ผู้บังคับบัญชาที่มีอำนาจมองไม่เห็น คงอยากจะทำเรื่องขอพระราชทานยศ พล.ต.อ.ให้ผมตอนตายแล้วมากกว่า ผมกลับมาบ้านด้วยความเสียใจ มองดูใบประกาศนียบัตรและโล่ต่างๆแล้ว อยากจะขนเอาไปเผาทิ้งหน้าโรงพักให้รู้แล้วรู้รอดไป”

ทุกคนใน จชต.เขาก็ทราบกันดีว่าพี่เพียรสู้กับโจรมาทั้งชีวิต และในกลุ่มผู้บังคับบัญชาก็ทราบดีว่าพี่เพียรอยากพักและอยากย้ายไปอยู่กับครอบครัวในช่วงท้ายของชีวิตรับราชการ เคยลงความเห็นกันแบบฟันธงมาแล้วว่า “ชัวร์ ได้ย้ายแน่ๆ และก็สมควรให้พี่เขาได้พักบ้าง”

พี่เพียรอยู่แถบนี้มานับสิบปี ไม่ติดหลักเกณฑ์การแต่งตั้งโยกย้ายใดๆ หลายคนที่เป็นแบบพี่เพียรก็ยังมีอีกมากและเขาก็อยากย้ายเหมือนกัน เพียงแต่เขาไม่มีเส้น ไม่มีนายและไม่รู้จักผู้บังคับบัญชาระดับสูงอย่างพี่เพียร

ที่สำคัญ สำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่มีหลักเกณฑ์หรือจัดวางระบบใดๆเพื่อรองรับความต้องการของกำลังพลจากจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างเป็นระบบหรือคิดจะวางระบบให้เป็นขวัญกำลังใจกันเลย

ทุกคนคงต้องอยู่ที่นี่กันไปจนตาย ได้รับปูนบำเหน็จด้วยยศสูงขึ้น แต่ไม่ได้ติดบนบ่า เพราะเขาได้ตายไปแล้ว

ผมเขียนถึงเรื่องเหล่านี้มาหลายครั้งจนเมื่อยมือและก็เหนื่อยใจสุดๆ

ไม่ว่าจะเป็นบำเหน็จความชอบตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยบำเหน็จความชอบสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.๒๕๕๐ และสิ่งที่ผมนำเสนอไป ๓ ประการ
๑.เบื้องต้นต้องยอมรับการมีอยู่จริงและปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยบำเหน็จความชอบสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.๒๕๕๐
๒.มีการคัดเลือก คัดสรรข้าราชการตำรวจจากทุกกองบัญชาการในทุกระดับ (รอง ผบก. ,ผกก. ,รอง ผกก. ,สว. ,รอง สว.) โดยอาจมีการสอบคัดเลือก มีการขึ้นบัญชีอย่างเป็นระบบและทะยอยเรียกเข้ารับตำแหน่งตามลำดับ ระหว่างรอเรียกก็เพิ่มพูนประสิทธิภาพอยู่เนืองๆ เพื่อสร้างความพร้อมให้แก่เขาเหล่านั้น
๓.ทุกกองบัญชาการโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องยอมรับการถ่ายโอนกำลังพลจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยอาจกำหนดเป็นร้อยละของตำแหน่งในทุกระดับที่ต้องโอนย้ายในแต่ละปี และการพร้อมรองรับตำแหน่งเข้าและออกจากกองบัญชาการอื่นๆ โดยคิดเป็นร้อยละของตำแหน่งในทุกระดับที่มีอยู่เช่นกัน
พูดง่ายๆ จะทำให้คนอยู่รู้วันย้าย คนจะมาอยู่ก็รู้สถานการณ์ที่จะต้องพบเจอ เมื่อครบกำหนดตามหลักเกณฑ์ก็จะได้ไปที่ขอบที่ชอบกัน

เรียกว่า ชอบไปอยู่ที่ใด ก็จะได้ไปอยู่ที่นั่นตามร้องขอเมื่อครบกำหนด ระบบเงินทองหรือการวิ่งเต้นเส้นสายจะไม่มีประโยชน์ใดๆ หากวางระบบกันไว้อย่างดี

ผมละเกลียดนัก..นายที่ปากว่าตาขยิบ และดูเหมือนจะมีมากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะนายที่มีอำนาจจะทำได้แต่กลับไม่ยอมทำ อย่างว่าคนทำไม่ได้ประโยชน์ และคนได้ประโยชน์ก็ไม่ได้เป็นคนทำ

รัฐบาลและสำนักงานตำรวจแห่งชาติพูดถึงสัมฤทธิ์ผลในการทำงานของเจ้าหน้าที่ในจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่เกือบทุกวัน

มันคงจะสัมฤทธิ์ผลหรอกครับ หากขวัญและกำลังใจจากผู้บังคับบัญชาถึงผู้ปฏิบัติเป็นเพียงลมปากหรือตัวหนังสือที่ไร้การปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม

แถมนายบางคนกลับบอกว่า “อยู่ไม่ได้ ไม่อยากอยู่ ก็ลาออกไป”

คนฟัง...ถึงอยากจะร้องไห้ ก็คงร้องไห้ไม่ออก จะด่านายก็ด่าไม่ได้ หากจะสวนกลับแบบน่ารักๆ ก็คงเป็นว่า “เป็นนายประสาอะไร” (แบบคิดในใจ) แล้วก็จบ

พี่เพียรอยู่แถบนี้มานับสิบปี ผมอยู่ที่นี่แค่เจ็ดปีย่างเข้าปีที่แปด น้องๆหลายคนอยู่ครบกำหนด ๓-๕ ปีตามหลักเกณฑ์บังคับตามคำสั่งเขาก็ดิ้นรนกันแล้ว

ดีนะเนี่ยะ..ที่ผมรู้สึกเร็วกว่าพี่เพียรตั้งเป็นสิบปี

ช่วงท้ายชีวิตราชการของผมก็อยากมีชีวิตกับครอบครัวเหมือนกับที่พี่เพียรต้องการนี่แหล่ะ ทุกคนก็คงคิดอย่างนี้เป็นส่วนใหญ่

ผมว่าพี่เพียรทำหนังสือร้องเรียนถึง รรท.ผบ.ตร. และ นายกรัฐมนตรี ผมว่ามันน้อยไปนะครับ

ร้องทุกข์และเสนอแนะ กตช.และ กตร.ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านวางระเบียบกฎเกณฑ์ของตำรวจทั้งประเทศ

ร้องทุกข์และเสนอแนะ ผบ.ตร.ในฐานะหัวหน้าหน่วยงาน

ร้องทุกข์และเสนอแนะ นายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน กตช.และกตร.

เมื่อได้เวลาพอสมควรแล้วยังไม่ปฏิบัติกัน

ไปจบกันที่ศาลปกครอง...น่าจะดีที่สุดครับ



พ.ต.อ.นฤชา สุวรรณลาภา

ผกก.สภ.ปะนาเระ

๒๐ ก.พ.๒๕๕๓


_________________
คลิกเพื่อกลับไปหน้าแรก ของ Website RedCyberClub
www.redcyberclub.co.cc

RED LETTER

จำนวนข้อความ : 266
Join date : 24/09/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

Re: มันสายไปแล้วล่ะ..สำหรับ ยอดคนอย่าง พ.ต.อ.สมเพียร เอกสมญา

ตั้งหัวข้อ by RED LETTER on Tue Mar 16, 2010 7:45 pm

ต่อ....5
ควันหลง...สอบเป็นนายตำรวจ

ผมจะสลดและเสียใจทุกครั้งเหมือนกับตำรวจส่วนใหญ่ที่ได้ยินได้ฟังอยู่เนืองๆ ว่ามีการวิ่งเต้นโยกย้ายเสียเงินเสียทองเพื่อไปสู่ตำแหน่งที่ดีกว่าหรือการได้ปรับเลื่อนตำแหน่ง รวมทั้งการสอบเลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้น

ทุกวันนี้...ผมก็ไม่แน่ใจว่ามันมีอยู่จริงหรือไม่ เพราะตัวผมเองเมื่อจบมหาวิทยาลัยรามคำแหงและสอบนายตำรวจได้...ก็ไม่เคยวิ่งเต้นเสียเงินเสียทองให้กับใครแม้แต่บาทเดียว ไม่ว่าจเป็นการสอบแข่งขัน โยกย้ายหรือเลื่อนตำแหน่งก็ตาม

พูดไปก็คงจะมีคนเขาหมั่นไส้กันยกใหญ่เพราะมีคนทั้งที่อยู่ในวงการเดียวกันและคนนอกวงการไม่น้อยที่มักพูดว่า...เขาก็เสียเงินกันทั้งนั้น (รวมทั้งกิ๊กของผมที่กำลังเล็งๆ กันอยู่ว่าจะร่วมหอลงโลงกันดีหรือไม่)

ยืนยันอีกครั้งว่า...ผมไม่เคยเสียเงินให้ใคร (เชื่อก็ได้ ไม่เชื่อก็ได้)

แต่ที่ทำให้ต้องเขียนในวันนี้..ก็คือลูกน้องที่สอบนายตำรวจครั้งที่แล้วยืนยันว่า.... “เขาซื้อข้อสอบกันก่อนเข้าห้องสอบ มีการจ่ายหรือโอนเงินกันที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง”

“ที่กรุงเทพแสนห้า ภาคใต้สองแสนห้า มีคนติดต่อกันทั่วไปหมด คนที่สอบได้เขาก็ยอมรับแล้ว”

คิดอยู่เหมือนกันว่าหรือมันสอบไม่ได้ เลยเที่ยวไปโยนกลองคนอื่นเขาให้เสียหาย หรือคนที่สอบได้เสแสร้งสร้างเรื่องเพื่อไปเรี่ยไรญาติพี่น้อง เพื่อนพ้องน้องพี่ อาโก อาแปะทั้งหลายทั้งปวง

นั่นน่ะซิ...มันเป็นเรื่องยากที่ยอมกัน เป็นความสมัครใจทั้งผู้ให้และผู้รับ..ก็ยิ่งยากกันไปใหญ่

ผมฉุกคิดถึง...ผมเป็นอาจารย์ที่สอนในศูนย์ฝึกอบรมตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่นั่นทุกคนเป็นตำรวจกันหมดแล้วเพียงแต่มาติวมาสอนกันเพื่อให้ไปปฏิบัติงานจริง

แต่เมื่อคราวออกข้อสอบผมต้องตั้งคำถามและเฉลยไปในคราวเดียวกัน
เลยบอกว่า...เออ...มันก็เป็นไปได้ที่ก่อนเข้าห้องสอบจะมีคนมาบอกว่า...เธอก็เอา ก.ข.ค.ง.ไปทีเดียวเลยเป็นสิบเป็นร้อยข้อโดยไม่ต้องไปดูคำถาม แล้วมันก็สอบได้

คนที่สอบไม่ได้...หากไม่มีเงินก็คงเสียดายว่า ทำไมกูไม่ไปรีดไปไถชาวบ้านให้ได้ซักแสนสองแสนบาทหรือกู้เงินสหกรณ์ตำรวจฯ เตรียมไว้ก่อนสอบ เพื่อจะได้ทันท่วงทีเมื่อต้องการใช้

แต่ผมก็ไม่รู้หรอกว่ามันเป็นจริงหรือไม่เรื่องซื้อข้อสอบ ซื้อคำตอบอย่างที่ว่า หรือคนที่สอบไม่ได้เขามาปล่อยข่าวให้เสียหาย หรือคนที่สอบได้มันดันไปรับสารภาพกับเพื่อนๆ

เรื่องไม่น่าจริงมันเลยเกิดกลายเป็นเรื่องจริงที่ชวนให้น่าเชื่อกันเรื่อยมาตั้งแต่กรมตำรวจจนถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
เอาเป็นว่า...เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่....
หากเป็นจริง มันจะมีค่าอะไรกับการเป็นนายตำรวจที่ซื้อข้อสอบกันมา
หากไม่เป็นเป็นจริง แล้วมันจะพูดกันทำไมให้เสียหาย

ผมยืนยันอีกครั้งว่าตั้งแต่สอบเป็นนายตำรวจได้ จนกระทั่งย้ายแล้วย้ายอีก ไปอยู่มาแล้วในที่ไม่เคยไปอยู่ ที่ที่ไม่เคยมีญาติพี่น้องใดๆ ก็ไปอยู่มาหมดแล้ว
ไม่เคยเสียเงิน...ซักกะบาท จนเป็นพันตำรวจเอกในทุกวันนี้
แต่เอ..หรือเราไม่เคยให้เงินกับใครไปวิ่งเต้นเลยไม่เคยได้อยู่ที่ดีๆอย่างที่เขาอยากจะเป็นกัน เลยต้องอยู่จังหวัดชายแดนภาคใต้จนถึงทุกวันนี้ ซ้ำร้ายเกือบถูกถีบไปอยู่ที่ที่ไม่มีใครเขาอยากจะไปอยู่กันอีกต่างหาก (ผมอยู่จนจะเข้าปีที่แปดในเดือนมีนาคมนี้แล้ว)
เอาเป็นว่า...หากเป็นจริงก็ต้องแก้ไข ไม่เป็นจริงก็ต้องแก้ข่าว
ระบบส่งคำถามพร้อมคำตอบคงต้องเลิกได้แล้ว
ไม่เช่นนั้น...
เราจะมีแต่ตำรวจที่มุ่งจะถอนทุนคืน
ทำให้คิดถึงละคร "ตี๋ใหญ่" ที่มีตัวละครคนหนึ่งพูดว่า
กูบอกมึงแล้วว่าอย่าเป็นตำรวจ เพราะ "ชาวบ้านเขาจะเดือดร้อน..."

พ.ต.อ.นฤชา สุวรรณลาภา
ผกก.สภ.ปะนาเระ



ข้อเสนอเรื่องกำลังพล ในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ช่วงนี้มีคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายนายตำรวจระดับรองผู้บังคับการ จนถึงระดับสารวัตรออกมาเป็นระยะๆ โดยให้มีผลแต่วันที่ ๑๖ ก.พ.๕๓ เป็นต้นไป หลังจากเป็นโรคเลื่อนอันเป็นโรคปกติของการแต่งตั้งโยกย้ายมาแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว

เป็นธรรมดาอยู่เองของสำนักงานตำรวจแห่งชาติซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีกำลังพลอยู่มากมายนับแสน โดยเฉพาะการมีแต่กำลังพลที่มักไม่รู้ชะตาชีวิตของตนเองว่าจะเป็นไปแบบใดในอนาคตและจะมีถิ่นที่อยู่ที่ใดกันแน่ การจัดวางตำแหน่งจึงดูปั่นป่วนไปเสียหมด

นั่นอาจเป็นเพราะวิธีการบริหารจัดการกำลังพลที่ดูเหมือนจะไม่มีความแน่นอนเอาเสียเลยของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บรรดานักวิ่งบังเกิดขึ้นยั้วเยี้ยไปหมดท่ามกลางความสับสนอลหม่านอย่างไม่มีวันจบสิ้นไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใดๆ

แม้ว่าจะเพิ่งใช้ พ.ร.บ.ตำรวจฯ ฉบับใหม่ในปี พ.ศ.๒๕๔๗ ซึ่งคุยกันนักหนาว่ามีระบบกระจายอำนาจที่ยอดเยี่ยม และถูกแทรกแซงจากภายนอกได้ยากก็ตาม
แต่ก็เห็นพูดกันว่า...อีหรอบเดิม
บางคนหนักกว่า...ว่าหนักกว่าเดิมเข้าไปอีก

ส่วนตัวผมคงไม่อาจวิจารณ์ใดๆ นอกจากอยากบอกเพียงว่าหากระดับกองบัญชาการตำรวจที่มีผู้บังคับบัญชาสูงสุดชั้นยศพลตำรวจโท ไม่อาจหรือมีอำนาจแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจในสังกัดอย่างที่ต้องการได้เพียงน้อยนิดแล้วละก็ คงยากที่จะทำให้ระบบการบริหารงานบุคคลเป็นไปในทิศทางที่หน่วยงานต้องการ

วิ่งเต้นใครได้...ก็แห่กันไปที่นั่น สุดท้ายเจ้าของพื้นที่ได้แต่นั่งทำตาปริบๆ หืออืออะไรก็ไม่ได้

สุดท้าย...ระเบียบแบบแผนก็มีไว้สำหรับคนไม่มีเส้นจริงๆ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ นับว่าเป็นพื้นที่ที่ต้องการความเอาใจใส่ดูแลเป็นพิเศษจากผู้บังคับบัญชา กลับได้รับผลกระทบของพายุแต่งตั้งโยกย้ายจากส่วนกลางและภูมิภาคอื่นๆ ก็ยิ่งไปกันใหญ่

ที่นี่...ต้องการคนที่มีความรู้ความสามารถและสมัครใจเป็นกรณีพิเศษ และควรต้องให้การสนับสนุนส่งเสริมในชีวิตความเป็นอยู่รวมทั้งความก้าวหน้าอย่างมีทิศทางที่ค่อนข้างแน่นอน

เรียกว่า...ให้พวกเขามีความหวัง หลังจากได้แสดงความกล้าหาญและเสียสละต่อชาติบ้านเมืองมาเป็นระยะเวลาหนึ่งที่เหมาะสม

ที่สำคัญควรมีการถ่ายเทกำลังพล ถ่ายโอนเหล่าจอมยุทธ์ให้ได้มีโอกาสกลับไปบ้านเกิดเมืองนอน รับใช้บุพการีและครอบครัวบ้าง
แล้วจะทำอย่างไร?

วันก่อนได้พูดคุยกับเพื่อนพ้องน้องพี่ ก็เห็นตรงกันหลายคนว่าหากไม่มีการปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยบำเหน็จความชอบสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.๒๕๕๐ ด้วยแล้วคงยากที่จะทำให้การบริหารจัดการกำลังพลของที่นี่ประสบความสำเร็จตามนโยบายของผู้บังคับบัญชา เพราะเราจะขาดคนที่มีความรู้ความสามารถและมีความสมัครใจอยู่ทำงานในพื้นที่ ที่มีอยู่ก็จะมีแต่คนที่รอวันครบวันย้ายและรอการวิ่งเต้นเมื่อถึงฤดูกาลแต่งตั้งโยกย้าย เรียกว่าอยู่กันไปวันๆ เอาพอหอมปากหอมคอ ไม่มีความมุมานะบากบั่นอย่างที่ควรจะเป็น ยิ่งไม่เห็นทิศทางอนาคตที่แน่นอนของตนเองด้วยแล้ว ยิ่งไปกันใหญ่

สิ่งที่หลายคนอยากให้เป็นตามระเบียบฯดังกล่าวคือการนับวันทวีคูณเพื่อประโยชน์ในการแต่งตั้งโยกย้ายและเลื่อนตำแหน่งในทุกระดับ พูดให้ง่ายเข้าก็คือการนับวันครองตำแหน่งอย่างทวีคูณตามระเบียบ

ระเบียบแบบแผนที่ออกมาบังคับใช้แต่กลับไม่ทำให้เป็นรูปธรรม มีไว้เพียงเป็นกล่าวอ้างและมักพูดให้ชื่นใจว่ากำลังออกระเบียบรองรับอยู่

ก็คนร่างระเบียบรองรับไม่ได้ประโยชน์อะไรด้วย ซ้ำยังอาจเสียประโยชน์จากการลดทอนตำแหน่งที่มีอยู่เพื่อคนเหล่านั้นเมื่อเขาต้องการมาอยู่ในหน่วยงานของตนเอง ยิ่งดูเลือนลางในความหวังเหลือเกิน

สรุป...คนทำไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ทำ แล้วจะเสร็จกันเมื่อไหร่ล่ะนี่
การถ่ายเท ถ่ายโอนกำลังพลในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ถึงวันนี้ต้องทำให้เป็นระบบแล้วครับ

๑.เบื้องต้นต้องยอมรับการมีอยู่จริงและปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยบำเหน็จความชอบสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.๒๕๕๐

๒.มีการคัดเลือก คัดสรรข้าราชการตำรวจจากทุกกองบัญชาการในทุกระดับ (รอง ผบก. ,ผกก. ,รอง ผกก. ,สว. ,รอง สว.) โดยอาจมีการสอบคัดเลือก มีการขึ้นบัญชีอย่างเป็นระบบและทะยอยเรียกเข้ารับตำแหน่งตามลำดับ ระหว่างรอเรียกก็เพิ่มพูนประสิทธิภาพอยู่เนืองๆ เพื่อสร้างความพร้อมให้แก่เขาเหล่านั้น

๓.ทุกกองบัญชาการโดยสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องยอมรับการถ่ายโอนกำลังพลจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยอาจกำหนดเป็นร้อยละของตำแหน่งในทุกระดับที่ต้องโอนย้ายในแต่ละปี และการพร้อมรองรับตำแหน่งเข้าและออกจากกองบัญชาการอื่นๆ โดยคิดเป็นร้อยละของตำแหน่งในทุกระดับที่มีอยู่เช่นกัน

ดูๆแล้วผมว่าไม่ยาก..หากจะทำกัน

สิ่งที่ได้...จะทำให้เราได้ตำรวจที่สมัครใจอยู่ปฏิบัติหน้าที่จำนวนมากและมีความก้าวหน้าโดยไม่ต้องวิ่งเต้นอะไร ใครที่หย่อนสมรรถภาพก็สามารถปรับเปลี่ยน ปรับโยกย้ายได้ตามสมควร

สรุป..เราจะได้คนที่มีความสมัครใจเต็มเปี่ยม และแม้สมัครใจก็อาจไม่ได้อยู่และไม่ได้สิทธิพิเศษอะไรตามระเบียบสำนักนายกฯดังกล่าว หากเขาเหล่านั้นไม่มีสมรรถภาพเพียงพอในการปฏิบัติหน้าที่

ผมและเพื่อนๆ ยังคิดได้เลย
สำนักงานตำรวจแห่งชาติคิดไม่ได้ก็กระไรอยู่นะครับ

พ.ต.อ.นฤชา สุวรรณลาภา
ผกก.สภ.ปะนาเระ


สวัสดีปีใหม่ สวัสดีตำรวจไทย

ช่วงเทศกาลปีใหม่ตำรวจทุกคนมีภาระกิจในการอำนวยการจราจรและรักษาความปลอดภัยทั่วทั้งประเทศ ห้ามขาดห้ามลา หากเป็นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้คงต้องพ่วงว่าห้ามเจ็บห้ามตายเข้าไปด้วย เพราะมีภาระกิจสุ่มเสี่ยงในลักษณะต่อต้านการก่อการร้ายเข้าไปด้วยท่ามกลางการบริการประชาชนในเทศกาล

ช่วงหลังปีใหม่ใบลาของตำรวจหลายๆคนคงไปถึงผู้บังคับบัญชา ซึ่งก็เป็นธรรมดาอยู่เองสำหรับคนที่มีครอบครัวรออยู่ มีพ่อมีแม่ มีญาติพี่น้อง มีเพื่อนพ้องน้องพี่ที่คาดหวังกันไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะต้องได้พบกันหลังเทศกาลปีใหม่ (หลายคนต้องวางโปรแกรมไว้หลายเดือน) ผมไม่ตำหนิใครเขาหรอกที่ลาเพราะผมก็อยากไปเหมือนกัน แต่ก็คงไม่ได้ไปไหนเหมือนกับเพื่อนตำรวจส่วนใหญ่ ที่สำคัญผู้กำกับการในทุกโรงพักก็มีอยู่คนเดียว แต่ก็จะตักเตือนกันว่าให้สลับกันลาพักไปเพราะหากไม่ได้นัดกันก็จะไปโหลดหรือเพิ่มน้ำหนักให้คนอื่นทำงานหนักขึ้นไปอีก ซึ่งคงไม่เป็นผลดีต่อการปฏิบัติราชการ และผู้บังคับบัญชาอย่างผมคงไม่อนุญาตให้แน่ๆ

ไม่ว่าจะมีคำสั่งห้ามใดๆ จากทางใดห้ามจัดงานเลี้ยงในเทศกาลปีใหม่นี้สำหรับทุกส่วนราชการ แต่เท่าที่สดับตรับฟังก็พบว่ามีการพูดคุยดื่มกินแสดงความยินดีกันบ้างเล็กๆ ตามธรรมเนียมไทย แต่ดูเหมือนจะไม่เอิกเกริกเพราะเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าอะไรควรและไม่ควร ซึ่งทุกคนก็มีหน้าที่ระบุอยู่ในระหว่างเทศกาลด้วยกันทั้งนั้น หลายคนอาศัยแจมกับชาวบ้านเพื่อนพ้องน้องพี่ ซึ่งผมก็ว่าน่ารักไปอีกแบบในความสัมพันธ์พื้นฐาน

ที่พูดมาทั้งหมดคงเป็นเฉพาะพี่น้องตำรวจและข้าราชการที่นับถือศาสนาพุทธเพราะดูเหมือนทางศาสนาอิสลามจะไม่นิยมและว่ากล่าวกันกลายๆ ว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควร

หวนคิดไปถึงเรื่องเทศกาลฮารีรายอหรือขึ้นศักราชใหม่ของชาวมุสลิม พี่น้องตำรวจที่เป็นมุสลิมได้รับสิทธิลาอย่างน้อย ๕ วัน เพื่อไปประกอบศาสนกิจ แต่สำหรับชาวพุทธคงยากเพราะมีจำนวนมากกว่า หากให้ลากันช่วงเข้า-ออกพรรษา ปีใหม่ สาร์ทไทย สาร์ทจีน ฯลฯ คงขาดคนทำงานรับใช้ประชาชนพอควรและอาจทำให้งานราชการเสียหายได้

ปีใหม่สำหรับตำรวจนั้น เวลา ๒๔ ปีสำหรับการรับราชการตำรวจของผมโดยเฉพาะตำรวจท้องที่หรือผู้ที่มีภาระกิจตามแผนเทศกาล โดยส่วนตัวผมก็ทราบดีอยู่แล้วว่าห้ามไปไหนทั้งนั้นไม่ว่าจะอยู่ที่ใดของประเทศ ไม่เป็นไรครับ หน้าที่ใคร ใครก็ทำไปให้ดีที่สุด อย่าไปเกี่ยง อย่าไปอิจฉากัน เพราะไม่ได้เกิดประโยชน์อะไร เพราะหากคนที่ควรจะมีหน้าที่หรือควรทำงาน ณ เวลาหนึ่ง แต่กลับไม่ได้อยู่ทำงาน ณ เวลานั้น ดูมันก็กระไรอยู่ แล้วใครจะไปพึ่งใครกันล่ะในสังคมนี้

ถึงได้มีหลายๆคนตำหนิชีวิตตำรวจอยู่เนืองๆว่า เอาแน่เอานอนไม่ได้ ก็น่าจะจริงเพราะพวกเรามักจะทำอะไรที่ต่างจังหวะและเวลากับชาวบ้านเสมอๆ ไม่ว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์คนเขาวิ่งหนีกัน ตำรวจต้องวิ่งเข้าใส่เพื่อไประงับเหตุ หรือเขาเที่ยวกันเราก็มีหน้าที่ในการบริการและปกป้องชีวิตและทรัพย์สิน เป็นต้น ยิ่งหากเป็นคำสั่งที่เหนือตนโดยชอบด้วยกฎหมายจากผู้บังคับบัญชาก็ยิ่งต้องปฏิบัติแม้บางครั้งดูจะเป็นคำสั่งที่ไม่แน่นอนหรือดูจะขัดกับจังหวะและเวลาของส่วนตนก็ตาม ซึ่งผมว่านี่อาจจะเป็นที่มาของข้อห้ามคบหาสมาคมกับ “เด็กหน้าโรงหนัง เด็กหลังโรงพัก” ก็ได้นะครับ

วันนี้ (๔ ม.ค.๕๓) ช่วงเช้ามีประชุมศูนย์ปฏิบัติการฯ ที่ สภ.ฯ หลังจากสรุปและวิเคราะห์เหตุการณ์แล้ว ผมได้ย้ำกับลูกน้องว่าปีใหม่แล้วให้ไปทบทวนตัวเองในปีเก่าๆว่าเป็นอย่างไร ทั้งในเชิงยุทธศาสตร์ยุทธวิธีและการปฏิบัติส่วนตน ซึ่งคงไม่ต่างกับผู้บังคับบัญชาหลายๆคนที่มีความเป็นห่วงและอยากเห็นผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นคนดีในสายตาคนอื่น ทิ้งท้ายให้เขาไปคิดกันว่าเราจะทำงานเชิงรุกได้อย่างไร สำคัญสุดในพื้นที่นี้การทำงานนั้นเราก็อยู่กันมาจนเหตุรุนแรงเกิดขึ้นมาเป็นปีที่เจ็ดแล้ว ทุกคนได้เห็นหัวเห็นหางเห็นกลางตลอดตัวแล้ว คงเฉยไม่ได้แล้วและเราจะวางยุทธวิธีดักหน้าฝ่ายตรงข้ามเพื่อหยุดยั้งเขาได้อย่างไร

ส่วนข่าวแจ้งเตือนเหตุร้ายก็ยังคงมีอยู่พอควรจากหน่วยเหนือ ซึ่งผมก็ว่าเป็นธรรมดา ไม่เตือนมันก็ต้องระวังอยู่แล้วแต่ก็ทำให้เราเห็นทิศทางในการระวังป้องกันมากขึ้น รวมทั้งเห็นถึงความห่วงใยจากผู้บังคับบัญชาทุกคน และในความเป็นจริงเหตุก็ยังคงมีอยู่ประปราย

แต่ในปีใหม่นี้ดูจะต่างจากหลายๆปี เพราะเป็นช่วงแต่งตั้งโยกย้ายระดับ รองผู้บังคับการจนถึงสารวัตร และที่รอคิวต่อไปก็เป็นรองสารวัตรรวมทั้งผู้บังคับหมู่ ซึ่งเลื่อนมาแต่เดือนตุลาคมปีที่แล้ว คนอื่นอาจเฉยๆ แต่ผมว่าคนที่มีความหวังจะโยกย้ายดูจะคึกคักกระดี้กระด้ากว่าคนที่ไม่มีความหวังหรือติดหลักเกณฑ์ใดๆ การชะงักงันในเชิงหน้าที่การงานอาจจะมีอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ยิ่งเนิ่นช้าก็ยอมรับกันมาตลอดว่าไม่ได้เป็นผลดีอะไรกับงานราชการแต่อย่างใด

คิดเลยไปถึงการสับเปลี่ยนโยกย้ายตำรวจว่าควรจะมีวาระที่แน่นอนสำหรับคนที่ครบหลักเกณฑ์และประสงค์โยกย้าย รวมทั้งควรกำหนดโควต้าเป็นประจำปีว่าต่อหนึ่งปีจะต้องสับเปลี่ยนตามความประสงค์ในทุกระดับร้อยละเท่าใด ยกตัวอย่าง หากต้องการให้คนอยู่ทำงานซัก ๕ ปีเป็นอย่างน้อย ก็สับเปลี่ยนผู้มีความประสงค์โยกย้ายซักร้อยละ ๒๐ ต่อปี เป็นต้น

ไม่ใช่อะไรก็ไม่รู้ซักกะอย่าง ครบวาระหรือหลักเกณฑ์แล้วก็ยังไม่รู้ว่าจะได้ไปตามประสงค์หรือเปล่า (แม้อยากไป..ใจจะขาดรอนๆ)

นั่นหมายถึงต้องมีการวางระบบเรื่องกำลังพลในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติครับ

ทุกวันนี้ดูเหมือนจะวางระเบียบบังคับให้อยู่กันโดยไม่รู้ทิศรู้ทาง ข้างหน้านโยบายจะเป็นยังไงก็ยังไม่รู้ คนโน้นที คนนี้ที คนทำงานอยู่ในพื้นที่ก็ไม่รู้อนาคตของตนเอง ยิ่งระบบการสนับสนุนขวัญกำลังใจไม่บังเกิดตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยบำเหน็จความชอบสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.๒๕๕๐ ด้วยแล้ว

ไปกันใหญ่....

สุดท้ายเราก็ได้แต่คนที่อยู่เพื่อรอวันครบและรอวันย้าย งานการก็ไม่เป็นโล้เป็นพายอะไร ขายผ้าเอาหน้ารอดกันไปวันๆ (แต่อย่าไปถามเขานะ ระวังจะได้เรื่องเท็จ)

แล้วผมก็กลับมาเรื่องเดิมจนได้ ที่ว่าจังหวัดชายแดนภาคใต้นี่ต้องคัดคนเข้ามาและคัดคนออกไปด้วยระบบที่เหนือกว่าปกติ ซึ่งก็หมายถึงงานกำลังพลที่มีประสิทธิภาพมีคุณธรรม และทำให้เป็นสวรรค์ของคนที่อยากอยู่ทำงานจริงๆกันเสียที ซึ่งยืนยันได้ว่าเป็นผลดีต่อการปฏิบัติราชการแน่นอน

ผมเห็นนโยบายของ รรท.ผบ.ตร.ที่กล่าวผ่านสื่อมวลชนถึงเรื่องเหล่านี้สำหรับตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ในวาระเทศกาลปีใหม่แล้ว

ตำรวจทุกคนที่นี่มีความหวังครับ รวมทั้งตัวผมเองด้วย

สวัสดีปีใหม่ครับ...สำหรับพี่น้องประชาชนและเพื่อนตำรวจทุกคน

พ.ต.อ.นฤชา สุวรรณลาภา
ผกก.สภ.ปะนาเระ


วันนี้เขาอาจไม่ตาย...ถ้า?

วันนี้ (๓๐ ธ.ค.๕๒) เวลาประมาณ ๐๘.๑๘ น.ผมได้รับแจ้งระหว่างเดินทางไปประชุมที่กองบัญชาการว่ามีเหตุ ๕๑๑ หรือเหตุระเบิด ชป.รปภ.ครูของ อส.อ.ปะนาเระ เมื่อถึงตัวเมือง จ.ยะลา ก็ได้รับคำสั่งจาก พล.ต.ท.พีระ พุ่มพิเชฏฐ์ ผบช.ศชต.ให้เดินทางกลับไปบัญชาการเหตุการณ์ทันที ผมไปถึงพร้อมชุดทำลายวัตถุระเบิดและวิทยาการตำรวจ เริ่มต้นจากเคลียร์ผู้คนที่ไม่เกี่ยวข้องออกจากพื้นที่เกิดเหตุ ซึ่งก็พบว่าผู้ใต้บังคับบัญชาได้จัดวางกำลังปิดล้อมพื้นที่ร่วมกับฝ่ายทหารได้ดีอยู่แล้วทั้งชั้นนอกประมาณ ๕๐๐ ม.และชั้นในประมาณ ๒๐๐ ม. และก็พบว่ามี อส.พลีชีพ ๒ นาย บาดเจ็บ ๓ นาย

เริ่มต้นเมื่อทำพื้นที่ให้ปลอดภัยโดยชุดทำลายวัตถุระเบิดแล้วก็ติดตามด้วยวิทยาการตำรวจและนิติวิทยาศาสตร์ของกระทรวงยุติธรรม มีวัตถุพยานที่กระจัดกระจายมากจึงใช้เวลาไปพอสมควร กว่าจะได้พากันไปทานข้าวกลางวันก็เกินบ่ายโมงครึ่งไปแล้ว

เบื้องต้นทราบว่าชุด รปภ.ครู เดินทางโดยรถยนต์ ๑ คัน กำลังพล ๕ นาย ที่เกิดเหตุเป็นทางหลวงชนบทสายริมทะเล อ.ปะนาเระ-อ.สายบุรี จุดที่เกิดเหตุเป็นทางชำรุดที่ยังไม่ซ่อมแซมโดยทางหลวงชนบท เนื่องจากช่วงฝนตกและน้ำท่วมเมื่อปลายเดือน พ.ย.๕๒ ประชาชนไม่อาจสัญจรได้จึงต้องขุดถนนให้เป็นทางระบายน้ำแล้วใช้ดินถมไว้ชั่วคราว จึงเปิดช่องโอกาสให้ผู้ก่อเหตุรุนแรงขุดและฝังระเบิดแสวงเครื่องไว้ พยานหลักฐานที่พบสันนิษฐานเบื้องต้นว่าน่าจะใช้การจุดระเบิดด้วยโทรศัพท์มือถือ หรือไม่ก็รีโมทคอนโทรล เนื่องจากไม่พบการลากสายไฟเพื่อจุดระเบิด แต่ทุกฝ่ายก็ลงความเห็นว่าน่าจะเป็นอย่างแรกมากที่สุด

ชป.สืบสวน สภ.ปะนาเระ ได้เดินตรวจสภาพพื้นที่โดยรอบอย่างละเอียดเพื่อหาพยานหลักฐาน และด้วยข้อมูลเชิงลึกที่พอจะทราบว่ามีแนวร่วมกลุ่มผู้ก่อเหตุรุนแรงมักปรากฏตัวอยู่บริเวณใกล้เคียงเนืองๆ มีการปิดล้อมตรวจค้นพื้นที่ใกล้เคียงหลายแห่งร่วมกับฝ่ายทหาร แต่ก็คว้าน้ำเหลว

ผู้บังคับบัญชาทั้งฝ่ายทหารและตำรวจร่วมตรวจที่เกิดเหตุหลายท่าน และมีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์หลายประการ

ผมคงหยิบยกบางประการที่เห็นว่าเป็นประโยชน์มากกว่า เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในเรื่องที่ผมจะเขียนวันนี้

ประการแรกในการ รปภ.พื้นที่อันตรายนั้นการเดินเท้าหรือประจำจุดน่าจะทำให้มีความปลอดภัยมากกว่าเพราะโอกาสตกเป็นฝ่ายรับโดยไม่มีโอกาสต่อสู้ขณะอยู่ในยานพาหนะมีอยู่น้อย และยิ่งเป็นยานพาหนะที่เดินทางโดดเดี่ยวคงเพิ่มความอันตรายเป็นทวีคูณ เพราะโอกาสจะเป็นฝ่ายรุกกลับมีน้อยเต็มทีเมื่อถูกซุ่มโจมตีก่อน ลักษณะการจัด ชป.รบขนาดเล็กขณะจำเป็นที่จะต้องใช้ยานยนต์จึงควรเพิ่มจำนวนเป้าหมาย จำนวนยานพาหนะ โดยอาจจัดให้กำลังพลใช้เฉพาะรถจักรยานยนต์หรือใช้ควบคู่กับรถยนต์ในความเห็นผมควรไม่ต่ำกว่า ๓-๔ คัน ซึ่งจะทำให้โอกาสในการรุกกลับมีมากขึ้นเมื่อถูกซุ่มโจมตี ผมมักจะสอนลูกน้องโดยใช้คำว่าอาจจะเกิดการชะงักงันหรือเปลี่ยนใจหรือลังเลทางยุทธวิธีแก่ฝ่ายตรงข้าม

ประการที่สองยิ่งเมื่อได้พูดคุยกับผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาเรื่องอุปกรณ์เทคโนโลยีเพื่อต่อต้านการจุดระเบิดไม่ว่าจะด้วยสัญญาณโทรศัพท์อย่างกรณีนี้หรือด้วยรีโมทคอนโทรลก็ตามเป็นสิ่งจำเป็น รวมทั้งอุปกรณ์ที่กำลังเถียงกันทางจอทีวีเรื่องประสิทธิภาพในการค้นหาวัตถุระเบิดด้วย

ผมลองคำนวนของผมเองซึ่งต้องใช้เงินไปกว่าสามแสนบาทเพื่ออุปกรณ์เหล่านั้นสำหรับทุกชุด ชป.ที่มีอยู่ หากนับรวมทั้งจังหวัดก็ไม่น่าจะเกินสี่ล้านบาท ผมว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้มสำหรับชีวิตของลูกน้องทุกคน และหากเพิ่มอุปกรณ์ค้นหาวัตถุระเบิดด้วยก็จะดียิ่งสำหรับขวัญกำลังใจที่จะเพิ่มทวีคูณ

ปัญหาอุปกรณ์เหล่านี้ไม่นับรวมเสื้อเกราะ อาวุธปืน ยานพาหนะที่ล้วนแล้วแต่ทะยอยเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา คงเป็นปัญหาสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องจัดหางบประมาณเพื่อจัดซื้อ นี่ขนาดผมไม่นับรวมอุปกรณ์ประกอบการปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ อาทิ กล้องวงจรปิดแบบประจำที่และแบบเคลื่อนที่อเนกประสงค์ กล้องถ่ายภาพ กล้องถ่ายวีดีโอ หรืออื่นๆ ที่ทุกชุดปฏิบัติการควรจะต้องมีอยู่

จริงอยู่อุปกรณ์เหล่านี้ไม่อาจทำให้แพ้ชนะได้หรอก เพราะการแพ้ชนะนั้นก็ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าขึ้นอยู่กับการสงครามจิตวิทยาและการโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งหมายถึงการทำให้คนส่วนใหญ่ในท้องถิ่นมีความรู้สึกว่าเหตุรุนแรงเป็นปัญหาร่วมกันและออกมาแก้ปัญหาด้วยกันต่างหากจึงจะทำให้เหตุการณ์สงบลงได้อย่างยั่งยืน

งบประมาณที่มีจึงถูกใช้ไปหลายทิศหลายทาง ทุกอย่างดูจะจำเป็นไปเสียหมด แต่ก็อดนินทาไม่ได้ว่าหลายแผนงานโครงการแม้ไม่ถึงกับตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ แต่ก็ดูจะไม่คุ้มค่ากับเงินที่ลงไปเอาเสียเลยหลายครั้งที่เห็นว่าทำให้มันเสร็จๆไปตามที่เขาสั่งลงมา การติดตามประเมินผลก็แทบไม่มี แถมการใช้จ่ายงบประมาณก็เป็นขี้ปากกันและกันระหว่างหน่วยงานอีกต่างหาก

ผมคงไม่พูดถึงเรื่องการคัดคนเข้ามาทำงานกับการคัดคนออกไปจากพื้นที่นี้อีก เพราะได้พาดพิงกันมาหลายยกแล้วว่าหากระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยบำเหน็จความชอบสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.๒๕๕๐ ไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างจริงจัง การแก้ปัญหาก็คงยากอยู่เช่นนี้เพราะมันเริ่มกันมาตั้งแต่เรื่องคนแล้ว

การมีอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีเพื่อต่อต้านการก่อเหตุร้ายและเพื่อคุ้มครองป้องกันผู้ปฏิบัติงานนั้นมันจำเป็นจริงๆครับสำหรับพวกผมและลูกน้อง ผมจึงขอกราบผู้มีอำนาจและสิทธิ์ขาดในการจัดซื้อจัดหาว่าเร่งรีบเถอะครับ สิ่งเหล่านี้เมื่อคำนวณจากงบประมาณที่ลงมาแล้วดูจะน้อยนิดเท่านั้น
อย่าโปรดทำให้มันน้อยนิดในความสำคัญไปด้วยเลยครับ เพราะมันหมายถึงชีวิตของพวกเขา ซึ่งมันเป็นเรื่องใหญ่มากสำหรับคนที่อยู่ข้างหลังวีรชนเหล่านั้น
อย่าให้เขาคิดไปไกลถึงขนาดว่าทำไมไม่มีใครสนใจให้เขาในเรื่องเหล่านี้ และอย่าให้เรื่องเหล่านี้ตายด้านอยู่หลายๆปีอย่างที่เป็น เพราะนั่นหมายถึงเราอาจจะได้ลิ้มรสความพ่ายแพ้ท่ามกลางขวัญกำลังใจที่อ่อนแอของกำลังพล
รีบกันเถอะครับ จะจัดซื้อจัดหาหรือทำอะไรก็ทำๆกันเสียที

พ.ต.อ.นฤชา สุวรรณลาภา
ผกก.สภ.ปะนาเระ


_________________
คลิกเพื่อกลับไปหน้าแรก ของ Website RedCyberClub
www.redcyberclub.co.cc

RED LETTER

จำนวนข้อความ : 266
Join date : 24/09/2009

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

อ่านหัวข้อก่อนหน้า อ่านหัวข้อถัดไป ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ